วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รีวิว Phantom 2 Vision เครื่องบินถ่ายวิดีโอขนาดจิ๋วที่จะช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับการเก็บภาพ

20140403_201325
          เทคโนโลยีสมัยนี้ทำให้เราสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิมๆ ไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่เว้นแม้แต่การถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอที่นอกจากเราสามารถที่จะเก็บภาพที่ความละเอียดสูงๆ ได้แล้ว ในยุคนี้ที่ระบบไร้สายและเทคโนโลยีฝั่งซอฟต์แวร์ก้าวล้ำมากๆ เราก็สามารถที่จะเก็บภาพในมุมสูงหรือมุมกล้องเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระอีกด้วย วันนี้เราลองมาดูอุปกรณ์ที่จะช่วยในเรื่องดังกล่าวได้อย่างน่าสนใจ นั่นก็คือเจ้า Phantom 2 Vision นั่นเอง
          ต้องออกตัวก่อนว่าทีมงาน thumbsup เราจะไม่วิเคราะห์กันเรื่องตัวฮาร์ดแวร์ เพราะคุณผู้อ่านสามารถอ่านได้ตามเว็บบอร์ดทั่วไป หรือใน YouTube ก็มีคลิปให้ดูอยู่มากมาย หรือถ้าใครอยากดูเว็บคนขายในไทยอย่างเป็นทางการก็เข้าไปดูกันได้ที่ Phantom Thailand แต่วันนี้เราจะมาเขียนเล่าให้อ่านกันในมุมมองของคนใช้งานที่ไม่เคยเล่นมาก่อนเลย เผื่อผู้อ่านจะได้เห็นภาพชัดขึ้นครับ
          เริ่มแรกหลังจากที่เราได้รับตัวเครื่องจากทีมงาน Phantom Thailand มาทดลอง ก็ได้รับคำแนะนำให้ติดตั้งแอปพลิเคชั่น “dji-vision” ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดทั้งบน iOS และ Android โดยเจ้าแอปพลิเคชั่นนี้จะเป็นตัวสั่งบังคับการหันกล้อง, เป็นตัวแสดงภาพสดๆ รวมถึงเป็นตัวสั่งงานการถ่ายรูปและวิดีโอ โดยมันจะต้องทำงานร่วมกับตัวรีโมทคอนโทรลหลักที่ทำหน้าที่บังคับตัวเครื่องบินทั้งทิศทางและการขึ้น-ลงของเครื่อง
IMG-20140406-WA0026
          เมื่อเอาทั้งสมาร์ทโฟนและรีโมทคอนโทรลมารวมกันจึงจะเป็นตัวบังคับอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในการทำงานนั้น ตัวบังคับหลักจะใช้สัญญาณวิทยุในการบังคับเครื่องบิน ในขณะที่สมาร์ทโฟนจะบังคับผ่านสัญญาณ WiFi ที่เชื่อมกับตัวรับส่งบนเครื่องบินอีกทีหนึ่ง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้สมาร์ทโฟนจับสัญญาณ WiFi ให้ได้ก่อน มิเช่นนั้นหากสัญญาณไม่ล็อคแล้ว การบังคับจะทุลักทุเลและเสี่ยงต่อการพาเครื่องบินไปสู่จุดจบมากๆ
          หลังจากเชื่อมสัญญาณทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เราจะสามารถมองเห็นภาพจากกล้องบนเครื่องบินผ่านตัวแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนได้ทันทีแบบ real-time และนี่จะเป็นตัวช่วยให้การบังคับง่ายขึ้นอย่างมาก พอจะเริ่มใช้งาน เราต้องดูให้ชัดว่าสัญญาณไฟบนตัวเครื่องเป็นสีเขียวหรือยัง ซึ่งนั่นหมายถึงสัญญาณถูกเชื่อมและล็อคไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว จากนั้นก็เริ่มนำเครื่องขึ้นได้ทันทีโดยโยกคันโยกทั้ง 2 ลงด้านล่างพร้อมๆ กัน แต่สิ่งที่สำคัญก็ต้อง เราต้องหันตัวเครื่องให้มุ่งไปยังทิศเดียวกับที่เรายืน ไม่หันหน้าเข้าหาคนบังคับเด็ดขาด เพราะทิศจะผิดเพี้ยนและมือใหม่อาจจะงงได้ง่ายๆ
IMG-20140406-WA0011
เมื่อเครื่องขึ้นแล้ว เราจะเห็นไฟด้านล่างที่คอยกระพริบทำให้เราเห็นได้ง่ายๆ ว่าเครื่องอยู่ที่ไหนและสัญญาณยังดีอยู่หรือไม่
IMG-20140406-WA0004
จากนั้นก็บังคับขึ้นลง ซ้ายขวา ได้ตามใจปรารถนาเลยครับ
IMG-20140406-WA0010
          และภาพต่อไปนี้คือผลลัพธ์ที่ได้จากการพา Phantom 2 Vision ไปเที่ยวหัวหินมา โดยพื้นที่ในภาพคือโรงแรม Amari ที่บังเอิญต้องมาเป็นฉากสำหรับการทดสอบแบบจำเป็น ซึ่งทีมงานเราต้องการถ่ายภาพเพื่อการทดสอบการใช้งาน Phantom เท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการถ่ายภาพบุคคลหรือสถานที่เพื่อเหตุผลอื่นใดทั้งสิ้นครับ
D2014Apr06065058DJI00040
 ภาพจากกล้องบนตัวเครื่องก่อนการ take off
D2014Apr06065158DJI00044
ถ่ายย้อนมองตัวคนบังคับ โดยถ่ายริมทะเลแบบมีลมเบาๆ ตัวเครื่องบินก็ถือว่าค่อนข้างเสถียร ไม่เป๋ตามลม
D2014Apr06070016DJI00060
ส่งมันออกไปกลางทะเลเลย ระยะประมาณ 50 เมตรจากฝั่ง คนบังคับลุ้นระทึกมากเพราะเพิ่งเคยเล่นครั้งแรก
D2014Apr06070044DJI00062
ถ่ายย้อนกลับเข้าฝั่ง ซึ่งถ้าใช้ระบบอัตโนมัติ หากคนบังคับปล่อยมือ มันจะอยู่กับที่ สามารถปล่อยมือได้
D2014Apr06103022DJI00064
ย้ายสถานที่ทดสอบมาภายในพื้นที่โรงแรม ได้ภาพสีสดใสมากๆ
D2014Apr06103248DJI00077
ลองลดระดับลงไปเพื่อเก็บภาพระยะใกล้ขึ้น
D2014Apr06104104DJI00079
คราวนี้ลองไต่ระดับขึ้นไปให้สูงกว่าตัวตึกเลย
D2014Apr05232812DJI00034
ทดลองใช้งานตอนกลางคืนดูบ้าง ซึ่งก็สามารถเก็บภาพมาได้ค่อนข้างดีแม้ในสภาพแสงน้อยมากๆ
จากการทดลองเล่นมา สิ่งที่ได้สัมผัสก็คือ
  • ตื่นเต้นและเพลินมาก เราสามารถเก็บภาพในมุมที่ไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีอื่นๆ และนี่เป็นทั้งการถ่ายรูปและเล่นเครื่องบินบังคับไปพร้อมๆ กัน
  • บังคับไม่ยากเลย ถึงจะดูมีหลายปุ่ม และต้องบังคับหลายแกน แต่พอใช้งานจริงมันค่อนข้างง่าย ใช้เวลาฝึกไม่นานก็บินได้แล้ว (สำหรับโหมดอัตโนมัติ)
  • แบตเตอรี่อยู่ได้ไม่นานนัก ประมาณ 20 – 30 นาทีต่อแบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็ม 1 ก้อน
  • รูปที่ได้คุณภาพค่อนข้างดี แต่ได้มาแบบมีเลนส์ไวด์ติดมาด้วย
น่าเสียดายที่รอบนี้เราไม่ได้ทดลองการถ่ายวิดีโอมาด้วยเพราะฝีมือคนบังคับยังอ่อนหัดนัก แต่คุณผู้อ่านที่สนใจลองดูภาพที่ได้ในคลิปนี้ได้ครับ
          และสำหรับใครที่สนใจก็ไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสเปค ความสามารถ และโปรโมชั่นกันในเว็บได้ที่ Phantom Thailand หลังจากนี้ไป ถ้าใครได้เล่นแล้วมีรูปหรือวิดีโอมุมกล้องสวยๆ ก็เอามาแบ่งกันดูบ้างนะครับ
สรุปปิดท้าย
          ในแง่ของการเป็นอุปกรณ์ช่วยการถ่ายภาพและวิดีโอ มันช่วยให้เราสามารถเก็บภาพสวยๆ ในมุมที่น่าตื่นเต้นได้มากกว่าเดิม รวมทั้งช่วยเก็บในมุมที่ไม่มีวิธีอื่นในการเข้าถึงได้ด้วย ซึ่งนั่นจะทำให้เราสามารถเข้าถึงพื้นที่ใหม่ๆ ได้ดี และไม่ใช่แค่เพื่อความบันเทิงเท่านั้น ในแง่ของการรายงานข่าว, การเก็บข้อมูลพื้นที่, การรายงานสภาพอุบัติเหตุหรือภัยต่างๆ ก็อาจจะทำได้ดียิ่งขึ้นและคนทั่วๆ ไปก็สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนั้น หากเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ก็สามารถที่จะยกระดับคุณภาพงานให้แตกต่างจากการถ่ายภาพเดิมๆ ได้ด้วย อย่างไรก็ดี ในการใช้งานอุปกรณ์ประเภทนี้ สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็ได้แก่ความปลอดภัยทั้งของตัวผู้บังคับ ผู้ที่อยู่ใกล้เคียง รวมไปถึงการก่อให้เกิดอุบัติเหตุอื่นๆ ในพื้นที่ใช้งาน และที่สำคัญที่สุดไม่แพ้กันก็คือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบถ่ายในพื้นที่หรือเวลาที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้เช่นกัน อย่างไรก็ต้องใช้วิจารณณาณในการใช้งานกันด้วยนะครับ
          ขอขอบคุณทีมงาน Phantom Thailand ที่ให้ยืมอุปกรณ์มาทดสอบ และขอขอบคุณโรงแรม Amari หัวหินที่ให้เราทดลองเล่นได้ช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะไล่ให้เราเก็บเพราะอาจจะรบกวนแขกท่านอื่นๆ (อันนี้ขอบคุณเผื่อไว้เฉยๆ ครับ :D )
แหล่งที่มา: thumbsup.in.th

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เผยไส้ใน ที่ชาร์จ iPad ปลอม ผลิตจากวัสดุคุณภาพแย่ ความปลอดภัยเป็นศูนย์

เผยไส้ใน ที่ชาร์จ iPad ปลอม ผลิตจากวัสดุคุณภาพแย่ ความปลอดภัยเป็นศูนย์
          ยังคงเป็นปัญหาที่พบเจอกันได้อย่างต่อเนื่อง กับข่าว iPad, iPhone ระเบิด เนื่องจากใช้ที่ชาร์จแบตปลอม ล่าสุด เว็บไซต์ righto ได้ทำการลงมือ แกะที่ชาร์จ iPad ของแท้ และ ที่ชาร์จ iPad ของปลอม มาให้ชมกันครับ แม้ว่า รูปร่างภายนอกของทั้ง 2 รุ่นนี้ จะเหมือนกัน แต่เมื่อดูไส้ในแล้ว จะพบว่า ต่างกันโดยสิ้นเชิง
โดยทางทีมวิศวกร ได้ค้นพบว่า ที่ชาร์จ iPad ของแท้ จะส่งกำลังไฟขนาด 10W แต่ถ้าเป็น  จะส่งกำลังไฟเพียงแค่ 5.9W เท่านั้น นั่นหมายความว่า ผู้ใช้ ที่ชาร์จปลอม จะต้องใช้เวลาชาร์จนานกว่าถึง 2 เท่า ส่วนวัตถุที่ใช้ผลิต ที่ชาร์จ iPad ปลอมนั้น ถือว่า คุณภาพไม่ดีอย่างมากทีเดียว
นอกเหนือจากเรื่องของ วัสดุที่ใช้ผลิต แล้ว เรื่องความปลอดภัยจากการใช้ ที่ชาร์จ iPad ปลอม ยังน้อยมากอีกด้วยครับ โดยตามบทบัญญัติด้านความปลอดภัย ระยะห่างระหว่าง สายไฟแรงดันสูงและต่ำ จะต้องห่างกันอย่างน้อย 4 มม. โดยที่ชาร์จจาก แอปเปิล มีระยะห่างอยู่ที่ 5.6 มม. แต่ที่ชาร์จ ipad ปลอม ระยะห่างอยู่ที่ 0.6 มม. เท่านั้น
เพื่อนๆ ที่คิดจะซื้อ ที่ชาร์จปลอม มาใช้ ควรจะต้องคิดให้ดีกันสักหน่อยครับ แม้ว่าราคาจะถูกกว่าก็จริง แต่เรื่องความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นศูนย์แบบนี้ ไม่ค่อยจะคุ้มค่าสักเท่าไหร่ครับ

รายละเอียดเพิ่มเติม : 9to5mac.com
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

โปรโมชั่นงาน Thailand Mobile Expo 2014 Hi-End

โปรโมชั่นงาน  Hi-End
          เวียนกลับมาพบกันอีกครั้งกับเทศกาลสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตระดับไฮเอนด์รับกลางปี Thailand Mobile Expo 2014 Hi-End วันที่ 8-11 พฤษภาคม ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ยิ่งใหญ่สมชื่อด้วยรุ่นระดับไฮเอนด์ คุณสมบัติระดับท็อป ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน รองรับคอนเทนท์ความละเอียดระดับ 4K เลยทีเดียว พร้อมหน้าจอคมชัด จัดเต็มเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ตามแต่ละแบรนด์จะสรรหามาให้คุณเลือกตามต้องการ
          สำหรับรอบนี้มีสารพัดรุ่น Hi-End พร้อมให้จับจองเป็นเจ้าของครับ ตั้งแต่ระดับราคาหมื่นต้นๆ ยันสองหมื่นกว่าบาท โปรโมชั่นงานนี้จัดเต็มเช่นเคยทั้งผ่อน 0%, Cash Back, ของแถม, ส่วนลด ฯลฯ ที่สำคัญคือ คุณสามารถลองเล่นเครื่องจริงก่อนตัดสินใจซื้อได้เลย !!
สนับสนุนบทความ : thailandmobileexpo
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อันตราย! Internet Explorer พบช่องโหว่ทุกเวอร์ชัน

อันตราย! Internet Explorer พบช่องโหว่ทุกเวอร์ชัน

          สำหรับท่านที่ใช้ Internet Explorer อยู่ ช่วงนี้ต้องระวังในการคลิกลิงค์แปลกๆ กันเสียหน่อยครับ เพราะล่าสุด ทางFireEye แจ้งว่า พบช่องโหว่ใหม่บน Internet Explorer ทุกเวอร์ชัน ซึ่งส่งผลให้บรรดาแฮกเกอร์ สามารถยึดคอมพิวเตอร์ของเราได้ง่ายเลยทีเดียว


          โดยแฮกเกอร์จะทำการสร้างเว็บไซต์ปลอมๆ ที่มีการฝังมัลแวร์ไว้ภายใน และเมื่อเหยื่อเผลอกดคลิกลิงค์เข้าไป ก็จะติดมัลแวร์ทันที ซึ่งเปิดโอกาสให้บรรดาแฮกเกอร์ สามารถทำอะไรก็ได้กับคอมพิวเตอร์ของเรา เช่น เปิดดูไฟล์, แก้ไขข้อมูล, อ่านอีเมล หรือแม้แต่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวต่างๆ อย่างไรก็ดี ทาง FireEye และ Microsoft ยังไม่เผยข้อมูลว่า แฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่เหล่านี้ทำอะไรบ้าง แต่ข่าวร้ายก็คือ มีแฮกเกอร์กลุ่มใหม่ๆ ที่กำลังเรียนรู้ช่องโหว่เหล่านี้ และหาทางโจมตีในรูปแบบอื่นๆ ที่คล้ายๆ กัน ซึ่งทางแก้ไขก็คือ ทางไมโครซอฟท์ ต้องออกแพตช์แก้ไขให้เร็วที่สุด ส่วนผู้ใช้ Windows XP ดูเหมือนจะเสี่ยงมากที่สุดครับ เนื่องจากไมโครซอฟท์ประกาศเลิกสนับสนุนไปแล้ว และอาจไม่มีแพตช์ออกมาแก้ไขให้ด้วย
เบื้องต้น ผู้ใช้ Internet Explorer จะต้องหลีกเลี่ยงลิงค์แปลกๆ เอาไว้ก่อน จะช่วยแก้ปัญหาได้เปราะหนึ่งครับ
รายละเอียดเพิ่มเติม : cnn.com
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com  

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

Galaxy K รหัสลับใหม่ หรือนี่จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จาก Samsung (อีกแล้ว ?)

Galaxy K รหัสลับใหม่ หรือนี่จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จาก Samsung (อีกแล้ว ?)

          เมื่อปี 2013 Samsung เปิดแบ่ง Galaxy S4 ออกมาถึง 4 ซีรีส์ ซึ่งในปีนี้เป็นอีกครั้งที่มีการคาดหมายว่าจะมีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้ง
          เริ่มต้นปี 2014 Samsung เปิดตัว Galaxy S5 ไปแล้ว แต่หลังจากนั้นเริ่มมีการประโคมข่าวถึงซีรีส์ที่จะตามมาอีกเหมือน Galaxy S4 ซึ่งหนึ่งในนั้นได้มีการบอกใบ้รหัสลับออกมาแล้วในชื่อ Galaxy K แต่เท่านี้ยังน้อยไป เพราะอินสตาแกรมของ Samsung Mobile ได้โพสคลิปวีดีโอสั้นแสดงให้เห็นความชัดเจนของการซูมเข้าไปที่ตัวอักษรด้วยอุปกรณ์รุ่นหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ทำให้มีการวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ Samsung สื่อให้เห็นนั้นคือ Galaxy S5 Zoom นั่นเอง
          ตามข้อมูลจากสื่อต่างประเทศรายงานว่า Galaxy S5 Zoom มากับหน้าจอขนาด 4.8 นิ้ว ความละเอียด 1280 x 720 พิกเซล หน่วยประมวล Exynos 5 บรรจุแรม 2GB รัน Android 4.4.2 KitKat กล้องหลังความละเอียด 20 ล้านพิกเซล มีความสามารถในการซูมได้ในระดับ 10x เช่นเดียวกับ Galaxy S4 Zoom
Samsung Galaxy S5 Zoom เตรียมเปิดตัว 29 เมษายน ศกนี้
ที่มา Phonearena
สนับสนุนบทความ : Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com/

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

ลูกค้า ทรูมูฟ-ดีพีซี ไม่ย้ายค่าย ซิมดับแน่

กสทช. ลั่นลูกค้า ทรูมูฟ-ดีพีซี กว่า 7 ล้าน ไม่ย้ายออกภายใน 15 ก.ย.นี้ แน่

          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ทางบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และ บริษัท ดิจิตอลโฟน (ดีพีซี) ได้แจ้งจำนวนลูกค้าคงเหลือในระบบบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1800 MHz ของทั้ง 2 บริษัทที่ได้สิ้นสุดสัมปทานไปเมื่อ 15 ก.ย.2556 มีรวมทั้งสิ้นราว 7.1 ล้านราย แยกเป็น ลูกค้าทรูมูฟ 7.1 ล้านราย ดีพีซี 1.3 หมื่นราย
          โดยทางดีพีซีได้แจ้งว่าได้เสนอให้เครื่องโทรศัพท์ฟรีกับลูกค้าทุกรายที่ย้ายมาใช้บริการบนคลื่น 2.1 GHz ของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เนทเวอร์ค จำกัด (AWN) ในเครือเอไอเอส ซึ่งคาดว่าจะสามารถย้ายลูกค้าออกจากระบบได้ทั้งหมดภายในสิ้นเดือนนี้ ส่วนทางทรูมูฟได้ยื่นขอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) อนุมัติการโอนย้ายลูกค้าทั้งหมดเข้ามาใช้บริการ ทรูมูฟ เอช แต่ กทค.ยืนยันว่าการโอนย้ายต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้าก่อนเท่านั้น
          กสทช.จะไม่ขยายเวลามาตรการเยียวยาลูกค้าหลังหมดสัมปทานดังนั้นถ้าลูกค้าของทรูมูฟและดีพีซี ไม่โอนย้ายออกจากระบบเดิมก่อนวันที่ 15 ก.ย.นี้ ซิมจะดับไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป จะไม่มีการย้ายลูกค้าไปยังระบบใหม่ของผู้ที่ชนะประมูลคลื่น 1800MHz ที่ กสทช.จะจัดขึ้นในเดือน ส.ค. จึงกำชับให้ทั้ง 2 ค่ายเร่งส่ง SMS แจ้งให้ลูกค้าในระบบทราบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

คู่มือเบื้องต้นในการดูสเปกแท็บเล็ตฉบับอัพเดทปี 2014

คู่มือเบื้องต้นในการดูสเปกแท็บเล็ตฉบับอัพเดทปี 2014

          ในปัจจุบันแท็บเล็ตก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งอุปกรณ์ไอทีที่ได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะด้วยความที่ว่าใช้งานได้ไม่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนในเรื่องของแอพพลิเค ชั่นต่างๆ รวมไปถึงมีหน้าจอที่ขนาดใหญ่ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน ทำงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานด้าน Productivity อย่างงานเอกสาร เช็คอีเมล์ การใช้งานด้าน Social Network ในการติดตามข้อมูลข่าวสารทั่วไป เเละด้านมัลติมีเดียอย่างการดูหนังฟังเพลง เล่นเกมภาพความละเอียดสูงได้บนแท็บเล็ตในเครื่องนี้เครื่องเดียว
          ถ้าเปรียบภาพรวมให้เข้าใจได้ง่ายๆ แท็บเล็ตจะมีลักษณะที่เหมือนกับสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ ที่มีตัวประมวลผลเป็นส่วนกลางในการคำนวณคำสั่งต่างๆ ที่เราป้อนเข้าไปในแท็บเล็ต มีหน้าจอไว้เเสดงผลเเละปุ่มต่างๆ ไว้ควบคุมการทำงานของเครื่อง เเรมไว้เก็บข้อมูลที่เราเรียกใช้งานชั่วคราว? รวมไปถึงฟีเจอร์อื่นๆ ที่ทำให้แท็บเล็ตใช้งานได้หลากหลาย อย่างกล้องถ่ายรูป เซนเซอร์ต่างๆ รวมไปถึงระบบ GPS นำทาง ส่งผลให้แท็บเล็ตกลายเป็นอุปกรณ์สารพัดประโยชน์สามารถใช้งานได้หลายด้านตาม ความต้องการ?

ระบบปฏิบัติการ (OS)

          ระบบปฏิบัติการเป็นปัจจัยแรกที่เราต้องรู้จักและทำความเข้าใจ โดยระบบปฎิบัติการ ก็คือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมและสั่งการการทำงานของฮาร์ดแวร์ รวมไปถึงเป็นตัวกลางให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวก โดยตัวอย่างระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์ที่เราคุ้นเคย ก็จะเป็น Windows, Linux หรือ Mac OS X ที่แน่นอนแท็บเล็ตเองก็จำเป็นที่ต้องมีระบบปฏิบัติการไว้สำหรับใช้งาน ซึ่งระบบปฏิบัติการหลักๆ ในแท็บเล็ตมีดังต่อไปนี้
  • Android?ระบบปฏิบัติการจากทาง Google ที่ได้มีการพัฒนาขึ้นมาจากระบบปฏิบัติการของสมาร์ทโฟน โดยมีจุดเด่นในแง่ของการใช้งานที่ยืดหยุ่นหลากหลาย มีความเป็นอิสระ อีกทั้งแต่และค่ายผู้ผลิตแท็บเล็ตยังได้มีการนำระบบปฏิบัติการ Android ไปปรับแต่งเพื่อเติมให้มีความเหมาะการใช้งานมากยิ่งขึ้นแต่ละบุคคล อีกทั้งยังมีรุ่นให้เลือกจำนวนมากอีกด้วย ตั้งแต่ราคาไม่กี่พันจนไปถึงหลักสองหมื่นบาท ปัจจุบันจะเป็นเวอร์ชั่น 4.0 ขึ้นไปทั้งหมด
  • iOS?ระบบปฏิบัติการของ Apple ซึ่งแท็บเล็ตที่ใช้อยู่ก็คือ iPad ?และ iPad mini โดยเรียกได้ว่าเป็นตัวเดียวกับที่ใช้งาน iPhone ซึ่งจุดเด่นของ iOS แล้วละก็คงจะเป็นที่ประสิทธิภาพในการทำงานกับฮาร์ดแวร์ที่มีความสเถียรที่ สุด รวมไปถึงมีแอพพลิเคชั่นที่รองรับการใช้งานมากมาย ที่สำคัญยังจัดการหน่วยความจำได้ดีกว่าดีกว่าแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการอื่นๆ อีกด้วย สำหรับข้อสังเกตุก็คงเป็นการที่ไม่รองรับ Flash (ไม่สามารถแสดงผลได้) และการเชื่อมต่อหรือถ่ายโอนข้อมูลที่หลักๆ แล้วต้องทำผ่านโปรแกรม iTunes บนคอมพิวเตอร์เท่านั้น ปัจจุบันเข้าสู่เวอร์ชั่น 7 อย่างเต็มตัว
  • สุดท้ายกับระบบปฏิบัติการ Windows ของทาง Microsoft ที่หลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพราะเรียกได้ว่าเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ทั่วไป ที่ในตอนนี้ได้มีพัฒนาจนเป็น Windows 8 แล้ว โดยมีการเพิ่มในส่วนของการใช้งานหน้าตาทัชกรีนที่ใช้งานได้เหมาะสมกว่าการ ใช้หน้า Desktop ซึ่งมีชื่อว่า Modern UI ที่มีจุดเด่นในแง่ของการติดตั้งโปรแกรมได้เหมือนกับในคอมพิวเตอร์ปกติเลย แต่ก็มีจุดด้อยตรงที่แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ใช้งานแท็บเล็ตยังน้อยอยู่ แต่็คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นมาในอนาคต

ตัวประมวลผล (CPU)



          ถ้าพูดถึงส่วนที่สำคัญที่สุดของแท็บเล็ตในปัจจุบันอาจจะกล่าวได้ว่าคือ ตัวประมวลผล ซึ่งในปัจจุบันตัวประมวลผลนั้นประกอบไปด้วย CPU เเละ GPU ในตัวเดียวกัน ซึ่งตัวประมวลผลนี้ส่งผลโดยตรงต่อความเร็วเเละความลื่นไหลในการใช้งานโดยตรง ของเครื่อง ซึ่งปกติเเล้วเครื่องระดับไฮเอนด์จะใช้ตัวประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงทำให้ การใช้งานนั้นมีความเร็วสูงตามไปด้วย ในขณะที่เครื่องรุ่นล่างเเละกลางก็จะใช้ตัวประมวลผลที่มีประสิทธิภาพรองลงมา องค์ประกอบหลักๆ มีสามส่วนดังนี้ครับ
  • ความเร็วซีพียู ถูกวัดด้วยค่า MHz เเละ GHz จำนวน 1000 MHz จะถูกนับเป็น 1 GHz จำนวนยิ่งมากยิ่งประสิทธิภาพสูง
  • จำนวนคอร์ จำนวนคอร์ยิ่งมากยิ่งสามารถรองรับการทำงานได้ดีขึ้น เเบ่งเป็น Single Core, Dual Core เเละ Quad Core (1 คอร์ 2 คอร์ เเละ 4 คอร์) เห็นผลได้ชัดในการสลับเรียกโปรเเกรมหรือมีโปรเเกรมทำงานพื้นหลังอยู่
  • สถาปัตยกรรม เรียงจากจำนวนตัวเลข โดยเริ่มจาก ARM Cortex A5, A8, A9 เเละ A15 ในความเร็วเท่ากัน ถ้าสถาปัตยกรรมดีกว่าจะมีความเร็วที่สูงกว่า เช่น Cortex A9 ที่ความเร็ว 1 GHz ประสิทธิภาพจะสูงกว่า ARM Cortex A5 ความเร็ว 1 GHz เเต่ Qualcomm นั้นมีสถาปัตยกรรมที่เเยกต่างหากจาก ARM โดย Scorpion จะเทียบเท่า Cortex A8 ส่วน Krait จะอยู่เหนือกว่า Cortex A9 แต่ไม่ถึง Cortex A15 ครับ และปัจจุบัน ARM ก็ได้วาง Cortex-A17 Quad core สำหรับสมาร์ทโฟนระดับกลางไปเรียบร้อย 
  • เทคโนโลยีการผลิต ในปัจจุบันเเบ่งเป็น 40 นาโนเมตร 32 นาโนเมตร เเละ 28 นาโนเมตร จำนวนยิ่งต่ำยิ่งประหยัดพลังงานเเละมีประสิทธิภาพดีกว่าในจำนวนความเร็วซีพี ยูที่เท่ากัน
  • GPU ส่วนใหญ่วัดจากชื่อรุ่น โดยดูจากผลเทสว่าทำคะเเนนได้ดีกว่ารุ่นอื่นๆ เเค่ไหน

          โดยในปี 2014นี้ เราจะได้เห็นชิปประมวลผลที่มีคอร์ในการประมวลผลสูงสุดถึง 8 คอร์ด้วยกัน (Octa Core) โดยตัวอย่างชิปประมวลผลที่เราจะได้เห็นบ่อยๆ จากแต่ละค่ายก็เช่น

Qualcomm

          สำหรับชิปล็อตเก่าจะมีด้วยกัน 4 ไลน์ย่อย ได้แก่ Play, Plus, Pro และ Prime (เรียงลำดับความแรงจากน้อยไปมาก) ซึ่งตัวอย่างของชิปที่ได้รับความนิยมของแต่ละไลน์ก็เช่น

  • Play : MSM8225 (Dual Core)
  • Plus : MSM8227 (Dual Core), MSM8260A (Dual Core), MSM8960 (Dual Core)
  • Pro : APQ8064 (Quad Core)
  • Prime : MPQ8064 (Quad Core)
          ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะเป็นชิปประมวลผลรุ่นใหม่ของ Qualcomm ที่เปิดตัวในปีนี้ โดยปรับการเรียกชื่อซีรี่ย์ให้เป็นตัวเลข 3 หลัก นั่นคือ Snapdragon 800, Snapdragon 600, Snapdragon 400 และ Snapdragon 200 (เรียงตามลำดับความแรง) โดยในปัจจุบันมี Snapdragon 805 ทำงานในแบบ Quad core เป็นตัวชูโรง ซึ่งมาพร้อม GPU Adrano 420 ที่เป็นกราฟฟิกทรงประสิทธิภาพ
NVIDIA Tegra 4
          ด้านของ NVIDIA เอง ปีนี้ก็ได้ทำการเปิดตัวชิปประมวลผลรุ่นใหม่ของตนออกมา นั่นก็คือ Tegra 4 ซึ่งยังคงคอนเซ็ปท์การแบ่งคอร์ประมวลผลเป็นสองชุดอยู่เช่นเดียวกับ Tegra 3 คือมี 1 คอร์สำหรับประมวลผลงานเบาๆ ทั่วไป และระหว่างสแตนด์บาย ส่วนอีก 4 คอร์ที่เหลือจะเก็บไว้ใช้สำหรับการประมวลผลหนักๆ ซึ่งช่วยให้ในระหว่างการทำงานทั่วไป ระบบจะไม่กินพลังงานมากนัก ส่วนด้านการประมวลผลกราฟิก ก็มีการเพิ่มคอร์ของ GPU ทำให้ประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิกสูงขึ้นกว่า Tegra 3 ถึงหกเท่า
โดยอุปกรณ์ที่ใช้งานชิป Tegra 4 น่าจะเริ่มออกมาตั้งแต่ช่วงปลายปีเป็นต้นไป คาดว่าในช่วงแรกน่าจะเน้นไปที่กลุ่มแท็บเล็ต Android ก่อนเช่นเคย
Samsung Exynos
          ส่วนของ Samsung เองก็ได้จัดการเปิดตัวชิปประมวลผล Exynos รุ่นใหม่ของตนด้วยเช่นกัน ในชื่อ Exynos Octa ที่น่าสนใจก็คือมีคอร์ประมวลผลสูงสุดถึง 8 คอร์ แต่จะแบ่งคอร์ออกเป็นสองชุด คือชุดที่ใช้สถาปัตยกรรม Cortex A7 จำนวน 4 คอร์ ไว้สำหรับประมวลผลงานเบาๆ ธรรมดาทั่วไป ส่วนอีก 4 คอร์เป็นสถาปัตยกรรม Cortex A15 โดยเอาไว้ใช้ประมวลผลงานหนักๆ ซึ่งตัวของ Exynos Octa นี้น่าจะลงมาอยู่ในสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ตรุ่นไฮเอนด์ของ Samsung ในปีนี้อย่างแน่นอน
ชิปประมวลผลจากผู้ผลิตรายอื่นๆ
          ในปีนี้เราน่าจะได้เห็นชิปประมวลผลจากผู้ผลิตรายอื่นๆ มาอยู่ในสมาร์ทโฟน/แท็บเล็ตมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องราคาประหยัด หรือที่เรียกง่ายๆ ว่ามือถือจีน แท็บเล็ตจีน รวมไปถึงแท็บเล็ตราคาประหยัดจากอินเตอร์แบรนด์หลายๆ รายที่หันลงมาเล่นตลาดนี้ด้วย ซึ่งเครื่องกลุ่มนี้มักจะใช้ชิปประมวลผลจาก MediaTek เป็นหลัก ซึ่งประสิทธิภาพก็อยู่ในระดับที่สามารถใช้งานทั่วไปได้สบายๆ แต่อาจจะมีกระตุกบ้างถ้ามีการใช้งานหนักๆ ซึ่งก็เป็นไปตามราคาเครื่องครับ
Intel?
          นอกเหนือจากนี้ยังมีในส่วนของแท็บเล็ตที่ใช้ชิปประมวลผลของทาง Intel โดยสถาปัตยกรรมเป็น X86 ที่ส่วนมากแล้วแท็บเล็ตประเภทนี้จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows ซึ่งในส่วนของ Intel จะมีการเลือกใช้งานในแท็บเล็ตตั้งแต่ชิปประมวลผล Intel Atom ที่เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป และ Intel Core i จะเหมาะกับการใช้งานที่เน้นการประมวลผลหรือใช้งานหนัก
AMD
          แน่นอนว่าเป็นสถาปัตยกรรมเป็น X86 และหลักๆ แล้วจะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Windows?คาดว่าจะมีการใช้งานในแท็บเล็ตและวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปีนี้ ที่สำคัญคือจะมาเป็นเทคโนโลยี APU ซึ่งมีหน่วยประผลกราฟิกที่เหนือกว่าฝั่งของ Intel?

เเรม (RAM)

samsung-20nm-lpddr2
          เเรมหรือหน่วยความจำนั้นเป็นที่เก็บข้อมูลชั่วคราวที่เรากำลังเรียกใช้ งานอยู่ ซึ่งปกติเเล้วเเรมจะมีความเร็วสูงกว่าข้อมูลที่เก็บเอาไว้ในพื้นที่เก็บ ข้อมูลปกติ (รอม) ทำให้สามารถใช้งานเเบบมัลติทาสก์ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้เเล้วเเอพลิเคชันบางตัวมีการใช้งานหน่วยความจำที่สูง จึงไม่มีเเรมเพียงพอที่จะรันเซอร์วิสในเเบคกราวด์อื่นๆ ทำให้เกิดอาการเเอพลิเคชันไม่รันในเเบคกราวด์เพราะโปรเเกรมที่อยู่ในพื้น หลังจะปิดตัวเองอัตโนมัติถ้าเเรมไม่พอ ทำให้ไม่สามารถใช้งานมัลติทาสก์ได้อย่างเต็มที่ถ้าเเรมมีน้อยเกินไป เพราะเมื่อสลับเเอพนั้นจะเหมือนเราเปิดเเอพขึ้นมาใหม่เสมอ ไม่ใช่สภาพล่าสุดที่เราใช้งานเเรมมาตรฐานถ้าต้องการใช้งานได้ดีขั้นต่ำควร อยู่ที่ 512 MB ขึ้นไปครับ โดยในปัจจุบันแรมของสมาร์ทโฟนจะมีแบ่งตามระดับราคาคร่าวๆ ดังนี้

  • ช่วงราคาไม่เกิน 10,000 บาท โดยมากจะมีแรมอยู่ที่ 512 MB – 1024 MB
  • ช่วงราคา 10,001 บาท ? 15,000 บาท โดยมากจะมีแรมอยู่ที่ 1024MB – 2 GB
  • ช่วงราคา 15,001 บาทเป็นต้นไปจะมีทั้ง 1 GB และ 2 GB (รุ่นท็อปของปีนี้น่าจะเป็น 3 GB กันหมด)

รอม (ROM)

          รอมหรือพื้นที่เก็บข้อมูลนั้นในปัจจุบันได้พัฒนาความจุไปมาก โดยส่วนใหญ่เเล้วในรุ่นระดับกลางก็จะเห็นตั้งเเต่ 8 GB ขึ้นไป ซึ่งจะเเบ่งออกเป็นสองส่วนคือ System Partition ที่เป็นส่วนของระบบในการติดตั้งตัวรอมเเละพื้นที่ติดตั้งเเอพลิเคชันใน เครื่อง ส่วนที่เหลือก็เป็นที่เก็บข้อมูลเเบบปกติเหมือนกับ micro-SD card ทั่วไป เช่น เอาไว้เก็บรูปหรือเพลงได้

ขนาดเเละความละเอียดของหน้าจอ (Size & Resolution)


?

          ในปัจจุบันหน้าจอของแท็บเล็ตหลักๆ แล้วจะมีตั้งเเต่ขนาด 7 นิ้วไปจนถึง 11 นิ้ว ซึ่งมีให้เลือกตามความเหมาะสม สำหรับคนที่ต้องการพกพาที่สะดวกสบายที่สุดคงต้องมองเป็นขนาดหน้าจอ 7 – 8 นิ้ว ที่นอกจากนี้เเล้วส่วนมากหน้าจอที่มีขนาดเล็กมักจะมีราคาต่ำกว่าหน้าจอขนาด ใหญ่อีกด้วย โดยความละเอียดสูงสุดจะอยู่ที่ 1280 x 720 พิกเซลขึ้นไป
          สำหรับคนที่ต้องใช้งานแท็บเล็ตอ่านข่าวสารและเล่นเกมเป็นหลักนั้น ควรเลือกหน้าจอที่มีขนาด 9 นิ้วขึ้นไป เพราะตัวอักษรจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเเละอ่านได้สบายตากว่าในระยะเวลานาน ส่วนความละเอียดหน้าจอนั้นควรจะอยู่ที่ 1280 x 720 พิกเซลขึ้นไป โดยแท็บเล็ตรุ่นระดับสูงๆ จะมาพร้อมกับความละเอียดที่สูงมากๆ อย่าง 1920 x 1080 ขึ้นไป เพื่อความเรียบเนียบในการแสดงผล ส่งผลให้ได้ประสบการณ์ใช้งานที่ดี

เทคโนโลยีหน้าจอ (Panel)



          ปัจจุบันนี้หน้าจอเเยกออกเป็นสองเเบบใหญ่ๆ คือ LCD เเละ AMOLED โดย LCD นั้นจะเป็นเทคโนโลยีเเบบดังเดิมคือมีเเสงไฟปล่อยจากข้างหลังจอเเละมีการเปิด ปิดของพิกเซลในการเเสดงสี ส่วน AMOLED นั้นพิกเซลจะเปล่งเเสงได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอาศัยไฟ Backlit เหมือน LCD
โดยธรรมชาตินั้นข้อดีของ LCD คือสามารถเเสดงสีได้เป็นธรรมชาติเเละมีอายุการใช้งานยาวนาน อีกทั้งยังมีต้นทุนที่ต่ำเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีมานานเเล้ว ข้อจำกัดคือไม่สามารถเเสดงสีดำได้สนิทนักโดยจะเห็นว่ามีเเสงสีขาวเเสดงขึ้น มาบ้าง
          ส่วน AMOLED นั้นมีข้อดีคือสามารถเเสดงสีดำได้สนิทเนื่องจากเป็นการ ?ปิด? การเเสดงสีของพิกเซลที่เเท้จริง เเละไม่มีเเสงไฟปล่อยจากด้านหลังเหมือนหน้าจอ LCD เเต่ส่วนใหญ่เเล้วจอ AMOLED นั้นจะมีการเเสดงคอนทราสที่สูง ทำให้สีนั้นมีความสดกว่าต้นฉบับ ซึ่งอาจจะกระทบต่อการใฃ้งานสำหรับคนที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีได้
จอ LCD ในปัจจุบันเเบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ
  • TN Panel (Twisted nematic) เป็นหน้าจอเเบบปกติที่ใช้กันทั่วไป ส่วนใหญ่ใช้ในเครื่องระดับล่าง ? กลาง
  • IPS Panel (In-Plane-Switching) เป็นพาเนลที่ถูกพัฒนาในเรื่องของมุมการมองที่กว้างขึ้นกว่า TN เเละสร้างเม็ดสีที่ออกมาคมชัดเเละเที่ยงตรงกว่าเเบบ TN ที่ส่วนใหญ่ถูกใช้ในเครื่องระดับกลางไปทางสูงเเละเครื่องระดับสูง
          ส่วนจอ OLED นั้นปัจจุบันที่ถูกใช้กันอย่างเเพร่หลายมีเฉพาะของ Samsung เท่านั้นโดยในชื่อเครื่องหมายการค้าชอง Samsung ที่ชื่อ ?Super AMOLED? ซึ่งข้อดีชองจอชนิดนี้ก็อย่างที่กล่าวมาข้างต้นคือ นอกจากนี้เเล้วยังมีการประหยัดพลังงานที่ยืดหยุ่นตามการใช้งาน คือจะใช้พลังงานเมื่อเฉพาะมีการเปล่งเเสงสีอื่นที่ไม่ใช่สีดำออกมา เเต่ถ้ามีการเปล่งเเสงอื่นๆ (ขาว เเดง เขียว น่้ำเงิน เเละอื่นๆ) ออกมามากที่ไม่ใช่สีดำก็มีอัตราการกินพลังงานไม่ต่างกับหน้าจอชนิดอื่นเช่น กัน
จอ Super AMOLED ในปัจจุบันเเบ่งออกมาสองประเภทหลักๆ คือ
  • การเรียงพิกเซลเเบบ Pentile การเรียงพิกเซลโดยใช้จำนวน Subpixel ที่ไม่ใช่ตามปกติ (RGB) โดยมีการเพิ่ม Subpixel เข้าไปทำให้พิกเซลนั้นไม่ได้เรียงตัวเเบบปกติเเละมีรอยหยักที่เห็นได้ชัดเจน เเละไม่คมชัดเท่าเเบบ RGB เเบบปกติ จอที่มีการเรียงเเบบ Subpixel จะมีสีที่เพี้ยนตามจำนวน Subpixel ที่เพิ่มเข้ามา เช่นถ้าเป็น RGBG ภาพก็จะออกมาเป็นโทนเขียวมากกว่าปกติ เเม้จะเเสดงสีขาวก็จะเป็นเเบบสีขาวอมเขียว ซึ่งทาง Samsung ได้บอกว่าการเรียงพิกเซลเเบบนี้จะทำให้จอ Super AMOLED มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นเพราะจะมีพิกเซลสีน้ำเงินน้อยกว่าปกติซึ่งเป็น เม็ดพิกเซลที่เสื่อมสภาพก่อนเม็ดอื่นๆ
  • การเรียงพิกเซลเเบบ RGB เป็นการใช้การเรียงพิกเซลเเบบมาตรฐานเหมือนกับจอ LCD ทำให้ไม่ภาพที่ได้ออกมาไม่มีรอยหยักเเละมีความคมของภาพมากกว่า

กล้องดิจิตอล (Camera)



          เทคโนโลยีกล้องดิจิตอลสำหรับอุปกรณ์พกพาในตอนนี้ส่วนใหญ่เเล้วจะเเข่งกัน ที่ความละเอียดพิกเซลเสียส่วนใหญ่ เเต่ก็มีการพัฒนาในเรื่องของค่ารูรับเเสงที่ดียิ่งขึ้นทำให้ถ่ายรูปในที่ เเสงน้อยได้ดีกว่าเดิม โดยดูจากค่า F ที่มีจำนวนยิ่งน้อยถือว่ายิ่งรับแสงสว่างได้ดี เช่น F2.2 นั้นดีกว่ากล้องที่มีค่า F ที่ 2.4 ซึ่งนอกเหนือจากค่า F ที่มีเลขน้อยจะช่วยให้รับแสงสว่างได้ดีขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้สามารถถ่ายภาพแบบ ?หน้าชัดหลังเบลอ? ได้ดีขึ้นอีกด้วย เเละส่วนใหญ่ก็มี LED Flash มาให้สำหรับเพิ่มเเสงสว่างเวลาถ่ายในที่มืดเหมือนกันหมด
          ที่ปกติแล้วแท็บเล็ตหลายๆ รุ่นก็จะมีการติดตั้งกล้องมาไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าจะไว้ใช้งาน VDO Call หรือถ่ายรูปตัวเองเป็นหลัก คุณภาพของกล้องก็จะไม่สูงมากนัก สเปกเริ่มต้นอยูที่สามแสนพิกเซล จนไปถึงระดับ 1 – 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องด้านหลังจะมีคุณภาพที่สูงกว่าเพราะไว้ใช้งานถ่ายรูปแบบหลัก ซึ่งมีความละเอียดส่วนมากเริ่มต้นตั้งแต่ 2 พิกเซลขึ้นไป
          อย่างไรก็ตามกล้องที่มีคุณภาพดีนั้น ปัจจัยหลักที่สำคัญคือเรื่องของเซนเซอร์ที่ยังไม่มีการพูดถึงกันมากนัก สำหรับผู้ผลิต ทำให้ส่วนใหญ่ต้องดูจากภาพถ่ายของเครื่องจริง หรือข้อมูลเฉพาะรุ่นเป็นส่วนใหญ่ว่าเน้นเรื่องกล้องมากเเค่ไหน ส่วนใหญ่เเล้วแท็บเล็ตที่ใช้กล้องคุณภาพสูงอาจจะยังไม่มีมากมายนักหากเทียบ กับสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของภาพถ่ายก็คือเรื่องของ ซอฟต์แวร์และกระบวนการประมวลผลภาพในตัวเครื่อง
          ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับผู้ผลิตอีกเช่นกัน ว่าจะทำส่วนนี้ออกมาได้ดีขนาดไหน ไล่มาตั้งแต่ก่อนถ่ายภาพเลย ว่าจะคำนวณค่าความสว่าง, White Balance, ISO ได้ดีขนาดไหน รวมไปถึงกระบวนการประมวลผลหลังถ่ายภาพแล้วอีก ทำให้ไม่สามารถฟันธงได้ 100% ว่ากล้องตัวไหนจะดีจะแย่ขนาดไหน ต้องชมจากภาพตัวอย่างที่เอามาเปิดบนจอเดียวกัน ไม่ใช่เปิดบนจอแท็บเล็ตเครื่องใครเครื่องมัน
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ