แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาโทรศัพท์มือถือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาโทรศัพท์มือถือ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เเลื่องกดาวน์โหลดไฟล์ให้ปลอดภัย ถูกใจ ไม่โดนหลอก

การดาวน์โหลดไฟล์เป็นเรื่องปกติที่คนใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปใช้ กัน โดยเฉพาะคนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ ก็มักจักตั้งหน้าตั้งตารอคอยการมาของซอฟต์แวร์ใหม่ๆ กันเป็นประจำเพราะที่บางทีไม่รู้ว่าไฟล์ที่ได้มานั้นใช้งานได้หรือไม่ก็ไม่ ไฟล์เต็มหรือเปล่า รวมถึงมีอะไรแปลกปลอมติดมากับไฟล์ รวมถึงการติดตั้งกับความเหมาะสมในการใช้งาน
ซึ่งบางกรณีอาจเกิดขึ้นจากการติดตั้งไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาแล้ว เช่น โฆษณา ซอฟต์แวร์แฝง มัลแวร์กับอื่นๆ ดังนั้นเราจึงต้องหาช่องทางที่เหมาะสมพร้อมกับปลอดภัย หากสนใจกับชื่นชอบในการดาวน์โหลดไฟล์มาใช้งานบ่อยๆ
Internet-download-manager-4
ใช้สัญชาตญาณในการสังเกต : ถ้าจักรักการดาวน์โหลดบ่อยๆ นั้น การหมั่นสังเกตพร้อมทั้งใช้สัญชาตญาณเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่มีใครมาคอยบ่งได้ว่าเว็บใด ปลอดภัยหรือไม่ก็อันตรายได้ทั้งหมด ผู้ใช้เองต้องเป็นคนที่ดูรายละเอียดพร้อมด้วยจดจำว่าเว็บใดเป็นเช่นไรไม่ใช่หรือบางครั้ง
การที่เว็บลิงก์ให้ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ฟรีๆ ทั้งที่มีมูลค่าวางจำหน่ายในสนนราคาที่แพง รวมถึงการให้โหลด Crack, Serial ใช่ไหม Activate บางสิ่งอย่างที่ดูไม่ถูกต้องนัก ก็อาจจักนำพาเราไปยังจุดเสี่ยงได้ ตรงนี้ผู้ที่ดาวน์โหลดต้องสังเกตให้ดี
ก็เพราะว่าบางทีพลาดคลิกหรือไม่ก็ดาวน์โหลดมาแล้ว อาจส่งผลเสียต่อเครื่องได้เช่นกัน หรือไม่บางครั้งต้องใส่ข้อมูลสำคัญส่วนตัวเหรอคลิกลิงก์หลายครั้งจนเกินไป ก็เป็นสิ่งที่น่าสังเกตได้เช่นกัน
Internet
เลือเลื่องกดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่ได้รับความนิยมไม่ใช่หรือติดอันดับความน่าเชื่อถือ : การเลือกระฉ่อนกดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บลิงก์ที่มีการจัดอันดับไม่ก็ติดอันดับในการดาวน์โหลดจากโหวตต่างๆ ก็จัดว่าน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง
ไฟล์เหล่านี้ค่อนข้างวางใจได้ว่าเป็นโปรแกรมที่ดีกับได้รับการทดลองใช้งานจากบรรดาผู้ใช้เพราะทั่วไปมาพอสมควร การดาวน์โหลดมาใช้น่าจักให้ความสบายใจ มากกว่าที่จะเโจษกดาวน์โหลดไฟล์หรือไม่โปรแกรมที่ไม่ค่อยมี Feedback มากนัก แต่ข้อเสียคือ ถ้าหากเป็นคนที่ชอบทดลองของใหม่อาจจักต้องทำใจนิดนึง
Internet
รู้จักกับซอฟต์แวร์พรรณต่างๆ Freeware, Trialware พร้อมด้วยอื่นๆ : ก่อนที่เราจะดาวน์โหลดโปรแกรมใดมาใช้ก็ตาม ก็ควรจะต้องทำความรู้จักก่อนว่าเป็นโปรแกรมแบบใด ก็เพราะว่าในปัจจุบันมีโปรแกรมทั้งแบบ Freeware, Trial, Demo, Commercial และอื่นๆ
เพราะว่าบางครั้งเสียเวลากับการดาวน์โหลดมาใช้กับคาดหวังว่าจะได้ใช้งานนานๆ กลายเป็นว่าแค่เดโม ทดลองใช้ เปิดใช้งานได้บางฟีเจอร์ หรือไม่มีเวลาจำกัด บ้างก็มีลายน้ำหรือว่าโฆษณาติดมาด้วย ใช้งานได้ไม่เต็มที่ ไม่คุ้มกับการดาวน์โหลดพร้อมกับติดตั้งไว้ใช้งาน ดังนั้นก็ควรจักตรวจสอบให้ดีก่อนว่าเป็นโปรแกรมแบบใด
Office365-Home-freeload
Free  ไม่ได้หมายความว่าเป็น Free Software : เป็นเรื่องแน่ๆที่หลายคนอาจจะหลงไปกับการติดป้ายให้ดาวน์โหลดของเว็บไซต์ การที่ระบุว่า Free Download ดูเป็นสิ่งจูงใจ ที่ทำให้รู้สึกว่าต้องฟรี ใช้งานฟรี แต่แท้แน่นอนแล้ว ไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่การที่ฟรีดาวน์โหลด จะเป็นโปรแกรมแบบใดก็ได้ ทั้งแชร์แวร์ ฟรีแวร์ใช่ไหมเดโม ก็มีโอกาสทั้งหมด ผู้ใช้เองคงต้องตรวจเช็ครายละเอียดให้ดีก่อนว่า โปรแกรมเหล่านั้นมี Description อย่างไร ในรายละเอียด จะได้ไม่ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดมาใช้ แล้วกลายเป็นว่าไม่ได้เป็นโปรแกรมฟรี
Internet-download-manager-3

มั่นใจว่าปุ่มที่ดาวน์โหลดนั้น เป็นปุ่มจริงใช่ไหมแค่ปุ่มจาก Advertisements : ควรจักดูให้มั่นใจก่อนว่าปุ่มที่คุณกำลังจะคลิกดาวน์โหลดนั้น เป็นปุ่มที่ใช้ในการลิงก์ไปยังไฟล์ที่ต้องการแน่นอนหรือว่าไม่ ก็เพราะว่าปัจจุบันการทำโฆษณาหลายส่วนเพื่อชักชวนให้คลิกลิงก์ในหลายเว็บไซต์ ถูกวางไว้อย่างแนบเนียน
การคลิกลิงก์ผิดเข้าไปอ่านโฆษณาก็ไม่ได้เสียหาย ปางแต่อาจจักทำให้เราเสียเวลาในการคลิกไปไม่ก็บางครั้งถูกหลอกให้รอพร้อมด้วยคลิ กลิงก์ต่อๆ ไปอีก ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีต่อเราแต่อย่างใด ฉะนั้นถ้าหากเป็นปุ่มดาวน์โหลดลองมองให้ดีเสียก่อนว่าใช่ไม่ใช่หรือไม่
ติดตั้งโปรแกรมสร้างผ่านซอฟต์แวร์ของเว็บดาวน์โหลด : ในบางเว็บไซต์ไม่ได้ให้คลิกเพื่อดาวน์โหลดเพราะตรง แต่จักให้ติดตั้งโปรแกรมช่วยดาวน์โหลดของเว็บนั้นๆ ก่อน จากนั้นจึงจะสามารถดาวน์โหลดไฟล์อื่นๆ ในเว็บไซต์ได้
โปรแกรมช่วยเหล่านั้นอาจไม่ได้มีผลอย่างไรต่อการดาวน์โหลด ก็เพราะว่าเป็นโปรแกรมตัวเล็กๆ ที่คอยเป็นประตูเชื่อม แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาว่าจักมีสิ่งใดแฝงอยู่ด้วยใช่ไหมเปล่าไม่ก็บางครั้งจัก เอาไว้คอยส่งโฆษณาให้เท่านั้น ซึ่งสมมติว่าไม่พอใจก็เป็นได้ลบทิ้งได้
McAfee-Advisor-1
ตรวจเช็คมัลแวร์ ด้วยบริการแบบออนไลน์ : การใช้บริการสแกนไวรัสไม่ก็มัลแวร์ออนไลน์ก็มีส่วนช่วยให้การดาวน์โหลด ปลอดภัยยิ่งขึ้น เพราะว่าบริการเหล่านี้มีอยู่มากมายบนโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจักเป็น Norton, McAfee, Bit Defender, Panda กับอื่นๆ อีกมากมายให้เราเปิดเว็บไซต์ด้วยกันเเล่าลือกการสแกนในเบื้องต้นกับไฟล์ที่จะดาวน์โหลดก็เป็นอีกทางเฟุ้งเฟื่องกหนึ่งที่น่าสนใจ
กระบวนการเหล่านี้เป็นวิธีการที่จะช่วยให้คุณตกลงใจพร้อมทั้งวางใจได้ว่า จักมีความปลอดภัยมากขึ้นในการดาวน์โหลดไฟล์ โปรแกรมมาใช้ อย่างน้อยๆ ได้เป็นหนึ่งในข้อสังเกตที่ทำให้การเฟุ้งเฟื่องกใช้โปรแกรมที่ดาวน์โหลดมาอย่างมี ประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสียอารมณ์กับการดาวน์โหลดไฟล์ที่เสียเวลานาน แต่ไม่คุ้มกับการใช้งาน
ขอบคุณที่มาของภาพ: nvareader.com, www.graphicsfuel.com

วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

5 เหตุที่ไม่ควรเลือกซื้อหาโน้ตบุ๊ครุ่นที่ความถูก (จนเกินไป)



แน่นอนว่าในเรื่องของการทำงานแท้ๆ จังๆ นั้น ในส่วนของสมาร์ทโฟนพร้อมด้วยแท็บเล็ต คงจะไม่สมรรถมาใช้งานแทนที่คอมพิวเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์

จึงได้ทำให้ใครก็ตามที่ยังต้องใช้งานที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตเป็นประจำ ไม่ก็คนที่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมสำนักงานอย่างเช่น Microsoft Office รวมไปถึงคนที่ต้องการประสบการณ์ความบันเทิงในการดูหนังฟังเพลงเล่นเกม ก็อาจจักต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์อยู่ดี

ซึ่งยุคในปัจจุบันคงต้องยอมรับว่าคอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือไม่ก็โน๊ตบุ๊คนั้น ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องมาจากประสิทธิภาพการใช้งานถือว่ารองรับการใช้งานทั่วๆ ไปได้แทบไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์PCแบบตั้งโต๊ะเลย

อีกทั้งยังมีจุดเด่นในเรื่องของอาจจักพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้อย่างสะดวกสบายพร้อมทั้งตลอดเวลา ฉะนั้นถ้าใครคิดว่าจำเป็นต้องพกพาคอมพิวเตอร์ไปใช้งานที่อื่นๆ นอกเหนือจากที่บ้านด้วย แน่นอนโน้ตบุ๊คคือคำตอบที่ดีที่สุด

ว่าแล้วถ้าใครติดตามมูลค่าพร้อมด้วยสเปคของโน๊ตบุ๊คในตลาดเวลานี้ก็จักพบว่า ค่าบุกเบิกต้นของสนนราคาโน๊ตบุ๊คนั้นไม่ได้แพงมากเลย เรียกได้ว่าใครๆ ก็สมรรถซื้อมาเป็นเจ้าของจับต้องกันได้ โดยถ้านำไปเทียบกับสมาร์ทโฟนบางตัวบางรุ่น ก็ยังถือว่าถูกกว่าด้วยซ้ำ

เพราะว่าที่มีราคาไม่ถึงหมื่นบาทเหรอหมื่นบาทต้นๆ เท่านั้น แต่ก็ อย่างไรก็ตามถ้าว่ากันตามเป็นครัน ใช่ว่าด้วยสนนราคาที่ถูกแสนถูกของโน้ตบุ๊คจะทำให้มีความน่าซื้อมาใช้งานเสมอไป เนื่องด้วยความเป็นแน่แท้แล้วแต่คนนั้นใช้งานคอมพิวเตอร์ไม่เหมือนกัน จึงเป็นที่มาในฝ่ายงานเต็มใจนำเสนอบทความ 5 เหตุผลที่ไม่ควรเฟุ้งเฟื่องกซื้อโน๊ตบุ๊คราคาถูก (จนเกินไป)

เพื่อที่เพื่อนๆ จักได้เฟุ้งเฟื่องกซื้อโน้ตบุ๊คที่ตรงความต้องการ เพราะว่าที่ไม่เน้นรุ่นถูกสนนราคาไม่แพงเป็นหลัก ซึ่งรอบรู้แบ่งได้ออกเป็นดังต่อจากนั้นนี้

ประสิทธิภาพที่ไม่แค่พอต่อการใช้งาน

ก็แน่ล่ะครับ ด้วยราคาโน้ตบุ๊คสนนราคาราวๆหนึ่งหมื่นบาทนั้น ไม่ได้รองรับการทำงานที่หลากหลายมากนักอย่างที่หลายๆ คนคิดเอาไว้ แม้ว่าในเรื่องของประสิทธิภาพความแรงของชิปประมวลผลหรือไม่การ์ดจอจักไปได้ไกลแล้วก็ตาม

แต่นั่นก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับโน๊ตบุ๊คมูลค่าถูกๆ แต่อย่างใด ก็เพราะว่าด้วยสเปคชิปประมวลผลที่เป็นแค่เช่น Intel Celeron, Pentium ไม่ก็ AMD ตัวล่างๆ เท่านั้น เรียกได้ว่าเล่นอินเตอร์เน็ตพิมพ์งานน่ะก็ยังพอไหว แต่ถ้าเปิดหลายๆ หน้าต่างหลายๆ โปรแกรมก็จะมีอาการค้างเหมือนกัน

ซึ่งถ้าใครเล็งๆ ไว้ว่าจักซื้อมาเล่นเกมหรือไม่ก็ทำงานกันเป็นแน่แท้ๆ จังๆ แล้วล่ะก็ แนะนำให้เพิ่มงบไปดูช่วงมูลค่าสองหมื่นบาทกลางๆ ขึ้นไปจะดีกว่า



มีให้เร่ำลือกหน้าจอ 14″ แค่ขนาดเดียว

ด้วยความที่ว่าโน้ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ เป็นขนาดมาตรฐานทั่วไปที่ผู้คนใช้กันโดยส่วนมาก จากการที่ว่าหน้าจอไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป ด้วยกันน้ำหนักไม่มากจนขนาดที่จะแบกไปไหนไม่ไหว

ทำให้ในส่วนของโน๊ตบุ๊คที่มีมูลค่าถูกเกือบ 100% จะมีแต่โน๊ตบุ๊คขนาดหน้าจอ 14″ ให้เโจษจันกซื้อกันเท่านั้น ส่งผลให้ใครมุ่งหมายได้ขนาดจอที่เล็กหรือไม่ก็ใหญ่กว่านี้ จำเป็นต้องเพิ่มงบในการซื้อไปเโจษกรุ่นที่แพงกว่าอยู่ดี ซึ่งก็อาจจะทำให้ได้โน้ตบุ๊คการ์ดจอแยกที่รองรับการเล่นเกม ไม่ก็ Ultrabook ที่บางเบากันไปเลย

เหรอถ้าใครจะเระบือกซื้อโน๊ตบุ๊คช่วงสนนราคาไม่แพงนี้มาใช้งาน ก็ต้องทนกับขนาดที่ไม่ตรงกับความต้องการของเราเลย ไปจนตลอดอายุการใช้ของมัน

ต้องซื้อ Windows เองอีกต่างแม้

ค่าค่าจ้างแค่นี้ คงไม่ได้ติดตั้ง Windows แท้จากโรงงานมาให้หรอก ซึ่งก็ต้องแจ้งว่าเป็นเรื่องปกติที่คนที่จะไปซื้อโน้ตบุ๊คงบช่วงหนึ่งหมื่นบาทต้องยอมรับกันให้ได้อยู่แล้ว เพราะภายหลังที่ซื้อโน้ตบุ๊คกันไปก็ต้องเตรียมจ่ายเงินกับการซื้อ Windows แท้อยู่ดี คิดเป็นเงินก็ตกกันประมาณ 2,000 - 3,000 บาท (เหรอถ้าใครจักไปติดตั้ง Windows เถื่อนอันนี้ก็อีกเรื่องแล้วแต่ ซึ่งมันไม่ถูกต้องเท่านั้นเอง)

ทำให้วิเคราะห์กันได้ว่าถ้าจักให้ดีที่สุดกับคนที่ต้องการใช้งาน Windows แท้ที่พร้อมใช้งานทันทีภายหลังที่ซื้อมาควรซื้อโน้ตบุ๊คที่ราคาสูงขึ้นมาซักหน่อยก็จักได้ Windows แท้แล้ว (บางรุ่นได้เป็นหน้าจอทัชสกรีนเลยด้วยก็มี) ส่วนตรงนี้ก็แล้วแต่สะดวกของแต่ละคนแล้วกันนะครับ

ไม่มีฟีเจอร์ที่โดดเด่นอะไรเลย

ด้วยใครก็ตามที่หาซื้อโน๊ตบุ๊คที่มีความโดดเด่นหรือไม่ก็เหนือชั้นกว่าโน๊ตบุ๊คทั่วๆ ไป ในช่วงสนนราคาหนึ่งหมื่นบาท ก็ต้องสนทนาว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะว่าตัวโน๊ตบุ๊คในค่าระดับนี้ก็ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานที่หลากหลายใช่ไหมเฉพาะทางได้ดีนัก หลักๆ แล้วก็เป็นปางเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่ติดตั้งหน้าจอ คีย์บอร์ด และฮาร์ดแวร์ส่วนอื่นๆ มาประกอบกันก็เท่านั้น

แน่นอนว่าใครจักที่หาหรือไม่กำลังคาดหวังความเป็น Gaming Notebook ที่แรงด้วยการ์ดจอพร้อมกับซีพียูใช่ไหมระบบภาพสวยงามระบบลำโพงไพเราะ รวมไปถึง Ultrabook บางเบาแค่โลเดียวด้วยกันใช้งานได้ 7 ชั่วโมง ในค่าหมื่นบาทคงไม่มี เรียกได้ว่าแค่เปิดเครื่องเข้าอินเตอร์เน็ตได้ก็สมมูลค่าของมันแล้ว



ตัวเครื่องวัสดุเป็นพ่างแค่พลาสติกธรรมดา หน้าตาพื้นๆ

คงจะคาดหวังมากไปแท้ๆ เกี่ยวกับหลายคน กับงานประกอบของโน๊ตบุ๊คมูลค่าถูกระดับหมื่นบาทที่ทั้งหมดทั้งมวลแล้วจักก็ใช้เป็นเพียงวัสดุพลาสติกเกรดธรรมดาทั่วไปเท่านั้น

ซึ่งแน่นอนว่าคงได้ให้ประสบการณ์ใช้งานได้ไม่เทียบเท่ากับโน๊ตบุ๊คที่มูลค่าแพงไม่ใช่หรือระดับสูงที่เร่ำลือกใช้วัสดุเป็นอะลูมิเนียมเหรอแม็กนีเซียมอัลลลอยด์ ประกอบกับดีไซน์ของโน้ตบุ๊คสนนราคาถูกนั้นก็จักมีรูปลักษณ์หน้าต่างที่เป็นพื้นฐานทั่วไป เรียกได้ว่ามีความสวยงามแบบเรียบง่ายไม่ได้โดดเด่นอะไร ส่งผลให้หลายๆ คนอาจจะชอบหรือไม่ก็ไม่ชอบก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมจริงๆ (ส่วนมากก็คงเฉยๆกัน ไม่ถึงขั้นไม่ชอบ)

สรุปคือ 5 เหตุผลที่ไม่ควรเโจษจันกซื้อโน๊ตบุ๊คมูลค่าถูก (จนเกินไป) นั้นก็เป็นก็เพราะว่าว่า โน้ตบุ๊คเครื่องนั้นๆ อาจจักไม่ต้อบโจทย์การใช้งานใช่ไหมไลฟ์สไตล์ของเราก็เป็นไปได้ เกรงว่าซื้อมาใช้งานแล้วก็จะเสียอารมณ์เปล่าๆ ที่ถึงแม้ว่าในการซื้อโน้ตบุ๊คระดับสูงหรือราคาแพงๆ นั้นยังดูมีแนวโน้มที่คุ้มค่ากว่า

ด้วยความที่มันเก่งตอบสนองความต้องการของเราได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น โน้ตบุ๊คค่า 40,000 บาท ยังไงก็จะประมวลหรือไม่ก็เล่นเกมได้ดีกว่า โน้ตบุ๊คราคาหมื่นบาท 4 เครื่องรวมกัน รวมไปถึง Ultrabook ที่บางเบาพกพาง่ายสนนราคา 30,000 บาท ยังไงก็คงมีน้ำหนักที่เบาพร้อมกับยังมีประสิทธิภาพดีกว่าโน้ตบุ๊ค 30,000 บาทอย่างแน่นอน

ฉะนั้นหมายให้ซื้อโน๊ตบุ๊คที่การใช้งานพร้อมด้วยความต้องการเป็นหลัก ไม่ใช่ซื้อเพราะว่าเน้นถูกๆ มาเหมือนแค่อย่างเดียวนะครับ ไม่งั้นได้เสียอารมณ์เป็นแน่

ที่มา : http://hitech.sanook.com/1392621

ติดตามข่าวสารไอที คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค รุ่นใหม่มูลค่าประหยัด แนะนำวิธีการใช้งานและการแก้ปัญหาได้ที่ : http://thaizones-hitech.blogspot.com/

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

3 วิธีลบออกข่าวสารให้หายสาบสูญวับไปจากไดรฟ์แบบเวอร์ๆ

จักเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ทำยังไงดีให้ข้อมูลในลูกเก่าหายเกลี้ยง...?

เรื่องของการลบข้อมูลจากไดรฟ์นับเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งใน ปัจจุบัน ก็เพราะว่าไม่ว่าจักมีปางข้อมูลในองค์กร ที่ต้องมีการป้องกันพร้อมทั้งรักษาข้อมูลเพื่อความปลอดภัยพ่างอย่างเดียวเท่านั้น แต่ข้อมูลส่วนตัวของผู้คนทั่วไป ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะหลายคนเเลื่องกที่จะอัพเกรดด้วยการเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ ด้วยกันมักใช้วิธีซื้อมา ขายไป เรียกว่าได้ฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ ความจุมากหลายมา ก็เปลี่ยนเอาลูกเก่า ความจุน้อยออกไป เพื่อไม่ให้เป็นภาระของเครื่อง ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่อาจทำให้ข้อมูลที่มีอยู่หลุดไปสู่มือผู้อื่นโดยไม่ทันตั้งตัว
Pantip-ssd-hdd

ถ้าหากต้องการที่จะลบไฟล์ที่เป็นข้อมูลสำคัญ ก็คงต้องลงรายละเอียดให้ลึกหน่อย ยิ่งต่างว่าเป็นคนที่มีข้อมูลพันธุ์ภาพ วีดีโอไม่ใช่หรืออะไรก็ตามที่สำคัญ แล้วถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนมือผู้ครอบครอง เพื่อให้เรามั่นใจได้ว่า ผู้ที่ได้ฮาร์ดดิสก์เราไป จะไม่ทำเป็นใช้โปรแกรมล้วงแคะแกะเกา เอาข้อมูลเก่าๆ มาใช้ได้ ก็ต้องหาโซลูชั่นที่เหมาะสม ให้เราอุ่นใจพร้อมกับปลอดภัยมากที่สุด ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็มีรูปใช่ไหมวิดีโอที่เราเคยเก็บไว้โชว์หราอยู่บนอินเทอร์เน็ต เราเลยหาวิธีเด็ดๆ ที่แม้จักดูเวอร์ไปบ้าง แต่ก็เพื่อความสบายใจกับ 3 วิธีนี้
FileShredder-0

โปรแกรมลบข้อมูล
ในเบื้องต้น ด้วยว่าคนที่มีข้อมูลสำคัญอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงขนาดที่เรียกว่าซีเรียส เอาแบบว่าผู้คนที่ใช้งานตามบ้านทั่วไป แต่ก็ต้องการความปลอดภัยในการลบข้อมูลในระดับหนึ่ง ทางเลือกระฉ่อนกนี้ถือว่าค่อนข้างปลอดภัยพร้อมทั้งไม่ยุ่งยาก ด้วยวิธีการใช้ง่ายๆ แต่อาจต้องใช้การผสมสานกันไป ด้วยการลบไฟล์หลากวิธีคือ ใช้การลบไฟล์ด้วยตัวเอง คือ กด Shift + Delete
เหรออาจจะเเอิกเกริกกใช้โปรแกรมลบไฟล์ที่ปลอดภัยขึ้นด้วยการ Wipe หรือไม่ Shrede เพื่อทำลายไฟล์ให้แบบที่ไม่เชี่ยวชาญกู้ได้ง่ายๆ ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นการลบข้อมูลซ้ำๆ หลายรอบ แทนที่จะลบเท่ารอบเดียว สุดท้ายก็เป็นการ Delete Partition พร้อมกับตามด้วย Format เพื่อล้างข้อมูลตบท้าย
Degausser

อุปกรณ์ล้างสนามแม่เหล็ก Degausser
ในเวลาที่ต้องการความรวดเร็วพร้อมทั้งมั่นใจได้ว่าฮาร์ดดิสก์ลูกที่ใช้ ครั้งตกถึงมือใคร ก็จักไม่สมรรถนำข้อมูลออกมาได้ ซึ่งมีการใช้ทั้งในบริษัทพร้อมทั้งองค์กรที่ครอบครองข้อมูลอันสำคัญมากๆ เอาไว้ ข้อดีของการลบข้อมูลแบบนี้คือ ลบได้สะอาดหมดจดและรวดเร็ว ซึ่งทำเป็นลบได้หลายๆ ลูก ในเวลาไม่กี่นาที ด้วยวิธีกลับขั้วสนามแม่เหล็กภายใน Platter ของฮาร์ดดิสก์ เรียกว่าลบตั้งแต่ข้อมูล ไปจนถึงเฟิร์มแวร์ของฮาร์ดไดรฟ์ จนไม่ทำเป็นที่จักสแกนข้อมูลในแต่ละ Sector ออกมาใช้ได้อีกเลย
ข้อจำกัดก็คือ มีค่าใช้จ่ายกับตัวเครื่อง ซึ่งไม่ได้ถูกกับยังอาจจะไม่ได้ใช้งานกันบ่อยๆ อีกทั้งไม่เก่งนำฮาร์ดดิสก์กลับมาใช้ได้อีก ซึ่งใครที่กำลังมองหาโซลูชั่นการลบที่ค่าใช้จ่ายน้อยพร้อมด้วยยังต้องการ ฮาร์ดดิสก์ไว้ใช้ คงต้องเเอิกเกริกกโปรแกรมลบในข้อแรกแทน
Buffalo

ทำลายฮาร์ดดิสก์
พูดง่ายๆ คือ สมมติคุณไม่คิดว่าฮาร์ดดิสก์ที่มีข้อมูลเหล่านี้อยู่ ตกไปสู่มือของใครเหรอคิดว่าข้อมูลสำคัญภายในต้องถูกทำลายเพราะสิ้นเชิง แต่ไม่ไว้วางใจในโปรแกรมที่นำมาลบข้อมูลทิ้งไม่ก็ว่าไม่คิดจะลงทุนกับอุปกรณ์ ที่เปเล่าลืองค่าใช้จ่ายอย่าง Degausser แล้วล่ะก็ การทำลายด้วยวิธีต่างๆ อันเป็นการทำลายในระดับฮาร์ดแวร์ ไม่ว่าจักเป็นการทุบ กระแทก บดอัดหรือว่าการใช้สว่านเจาะเข้าไป ถือว่าเป็นวิธีที่เรียบง่ายสุดกับลดปัญหาเรื่องข้อมูลไปได้มากพร้อมทั้งใช้เวลาไม่ นาน แทบแต่อาจจะต้องเตรียมเครื่องมือเกี่ยวกับการทำลายเอาไว้บ้าง
แต่อย่างที่ประภาษไว้คือ เมื่อทำลายไปแล้วก็ไม่ทำได้นำกลับมาใช้ได้อีก ก็จะเป็นการสูญเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อยเช่นกัน รวมถึงอย่าลืมว่าระหว่างนั้นควรสวมอุปกรณ์ป้องกันชิ้นส่วนที่หลุดกระเด็นเอา ไว้ด้วย งานนี้น่าจักเหมาะกับองค์กรที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายกับความมั่นใจในการทำลาย ข้อมูลเดิม เพื่อไม่ให้หลุดไปอยู่ในมือคู่แข่งได้ในอนาคต
WiseCare-Clear-Delete

ด้วยกระบวนการเหล่านี้ เป็นวิธีการที่ธรรมดาใช้กันทั่วไปพร้อมด้วยแบบที่โอเวอร์ไว้ เพราะด้วยใครที่ซีเรียส ก็คงต้องเเลื่องลือกกันดีๆ ว่าแบบไหนถึงจักเหมาะ เพราะบางอย่าง อาจไม่ได้จำเป็นเสมอไปหรือไม่ก็บางโอกาสเราเโจษจันกจัดสรรสิ่งที่เก็บไว้ ก็จะไม่ส่งผลกระทบให้กังวลใจในอนาคตได้นั่นเอง

สำหรับใครที่ต้องการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่แบบยกเซ็ตก็ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้งานกับฮาร์ดดิสก์เก่าของคุณก็ได้นะครับ คลิปจะได้ไม่รั่วไหล อิอิ

ที่มา: http://thaizones-hitech.blogspot.com/2014/10/3_29.html
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตแบบง่ายๆ

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีกาลสมัยนี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะว่าว่าสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ตะกลามจักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน โดยในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ ก็เพราะว่าอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกรุ๊ปงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ เพราะมีดังถัดนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์พร้อมกับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จะส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะว่ารวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จะช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option เพราะว่าให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเร่ำลือเลื่องกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เฟุ้งเฟื่องกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติไม่ก็ไม่ก็ Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน ก็เพราะว่าว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเปลือกระฉ่อนกระฉ่อนงพลังงานมากที่สุดเพราะว่าโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจักนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดใช่ไหมเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์ไม่ก็ว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว ก็เพราะว่าเราเก่งปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะว่าว่าคลิกขวาที่ My Computer แล้วเเลื่องก Properties จักมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน ก็เพราะว่าว่าการดูหนังฟังเพลงพ้นแผ่น CD จักทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเอิกเกริกงพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าสมมติไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

facebook (facebook scam) กับ 10 อันดับข้อความหลอกลวง

          ท่านที่เล่น Facebook คงเคยเห็นหน้า wall เพื่อนของเราที่ขึ้นใน timeline feed ของเราที่เป็นข้อความโพสประมาณว่า คลิ๊กดูวีดีโอนี้ซิ!! หรือ มาดูกันว่าใครเข้ามาดู Profile ของคุณบ้าง? และส่วนใหญ่พอเราคลิ๊กเข้าไปก็จะขอสิทธิในการโพส wall ของเรา, ขอข้อมูลส่วนตัวของเรา หรือให้ download program ต่างๆ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อความหลอกลวง (Facebook Scam) ทั้งสิ้นคับ
          บริษัทด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูลอย่าง BitDefender ได้รายงานว่ามีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหลายล้านคนต่อปีหลงเชื่อข้อความเหล่านี้ และเป็นช่องทางกระจาย Malware ของเหล่า Hacker ผ่านทาง Social Media และทาง BitDefender ก็ได้จัดลำดับ 10 ข้อความหลอกลวงบน Facebook มาดังนี้
          1. Total profile views/visitors (Check out now who viewed your profile) - 30.20% (UK/US, Australia).
          2. Change your Facebook Color/Colour - 7.38% (UK/US, Australia).
          3. Rihanna sex tape with her boyfriend - 4.76% (UK/US, Australia).
          4. Check my status update to get free Facebook T-shirt from Facebook - 4.21% (UK/US, Australia).
          5. Say goodbye to Blue Facebook (Dites Aurevoir au Facebok BLEU) - 2.76% (France).
          6. Unsealed. We are giving them away for free - 2.41% (UK/US, Australia).
          7. Check if a friend has deleted you - 2.27% (UK/US, Australia).
          8. See your top 10 profile peekers here! - 1.74% (UK/US, Australia).
          9. Find out how to see who viewed your profile - 1.55% (Spanish-speaking countries).
          10. Just changed my Facebook theme. It's amazing - 1.50% (UK/US, Australia)
          ก่อนจบอยากเตือนทุกท่านที่เล่นเฟสบุ๊คอีกครั้งว่า.. ถ้าเห็นข้อความประมาณนี้อย่า! คลิ๊กอะไรเข้าไปเด็ดขาด เพราะข้อความประเภทนี้มักจะกระตุ้นความอยากของมนุษย์เพื่อให้คลิ๊กเข้าไป ดังนั้น คิด-ก่อน-คลิ๊ก ทุกครั้งนะจ๊ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม By มายด์เทอร่า
สนับสนุนเนื้อหา: www.mindterra.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ย้อนตำนาน Nokia เดินหมากพลาดตาเดียว พ่ายแพ้ทั้งกระดาน

ย้อนตำนาน Nokia เดินหมากพลาดตาเดียว พ่ายแพ้ทั้งกระดาน
ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา เราเห็น Satya Nadella ซีอีโอไมโครซอฟท์ออกมาประกาศข่าวสำคัญหลายเรื่อง (ที่สำคัญคือทุกเรื่องเกี่ยวข้องกับ กิจการมือถือของโนเกีย) ได้แก่
  • ปลดพนักงานครั้งใหญ่ 18,000 ตำแหน่ง โดย 12,500 คนจาก 18,000 คนคือพนักงานโนเกียเดิม
  • เลิกทำ Nokia X ฮาร์ดแวร์ที่อยู่ในสายพัฒนาจะเปลี่ยนไปใช้ Windows Phone
  • (ยังไม่ยืนยันแต่น่าจะจริง) เลิกทำ Asha และมือถือฟีเจอร์โฟนของโนเกียเดิม
ผมคิดว่าท่าทีของไมโครซอฟท์รอบล่าสุดนี้ น่าจะถือเป็น จุดสิ้นสุด ของธุรกิจมือถือของโนเกียอย่างเต็มตัว เพราะต่อจากนี้ไปเราจะเหลือแค่ Windows Phone เพื่อไมโครซอฟท์ เพียงอย่างเดียว
อะไรคือความผิดพลาดของโนเกีย อดีตราชามือถือโลกติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 14 ปี บทความนี้จะพาไป ย้อนรอย ดูความผิดพลาดเหล่านั้นครับ

โนเกียไม่ได้เริ่มจากมือถือ

บริษัทชื่อ โนเกีย มีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 149 ปี โดยเปิดกิจการตั้งแต่ปี 1865 เพื่อเป็น โรงเลื่อยไม้ และเริ่มใช้ชื่อ โนเกีย ครั้งแรกพร้อมกับจดทะเบียนบริษัทในปี 1871
จากนั้นเส้นทางของโนเกียก็บุกตะลุย ฝ่าฟันกาลเวลามาอย่างโชกโชน เอาตัวรอดผ่านสงครามโลกสองครั้ง ภาวะเกือบล้มละลายหลายครั้ง และทำธุรกิจหลากหลายตั้งแต่ยาง สายเคเบิล กระดาษ รองเท้า ยุทโธปกรณ์ (เช่น หน้ากากป้องกันแก๊ส) พลาสติก เคมีภัณฑ์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม และคอมพิวเตอร์ (โนเกียเคยขายคอมพิวเตอร์มาก่อนในยุค 80s แถมยังเคยทำจอภาพ CRT/LCD ก่อนขายให้ ViewSonic)
อ่านประวัติของโนเกียเพิ่มเติมได้จาก เว็บไซต์โนเกีย
nokian
บริษัทรองเท้ายาง Nokian Footwear ที่แยกตัวมาจากโนเกีย
nokian-tyre
บริษัทยางรถยนต์ Nokian Tyres หนึ่งในธุรกิจดั้งเดิมของโนเกียที่แยกตัวออกมา
ช่วงปลายทศวรรษ 80s โนเกียประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักในธุรกิจทีวี ถึงขนาดซีอีโอ Kari Kairamo ฆ่าตัวตายในปี 1988
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโนเกียคือปี 1992 ซีอีโอคนใหม่ Jorma Ollila (ปัจจุบันเป็นประธานบอร์ดของ Royal Dutch Shell) ตัดสินใจเลิกทำธุรกิจทุกอย่าง แล้วหันมาทุ่มให้ โทรศัพท์มือถือ เพียงอย่างเดียว
ช่วงทศวรรษ 80s โนเกียเป็นแกนหลักในการพัฒนามาตรฐาน GSM มาก่อน เมื่อกระแสโทรศัพท์มือถือเริ่มมาแรง บวกกับเทคโนโลยี GSM สามารถเอาชนะ CDMA ได้ ทำให้กระแสเหล่านี้ช่วยหนุนเสริมให้โนเกียภายใต้การคุมบังเหียนของ Ollila กลายเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์อันดับหนึ่งของโลกได้สำเร็จในปี 1998

ย้อนดู ระบบปฏิบัติการ ของโนเกีย

นับจากนั้นเป็นต้นมา ยุคทองอันยาวนานของโนเกียก็เริ่มต้นขึ้น แต่ทว่า... เกือบ 20 ปีหลังจากนั้น มันก็สิ้นสุดลง
ในความรับรู้ของคนทั่วไป ความผิดพลาดของโนเกียเกิดจากการปรับตัวไม่ทันเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน แต่คำถามก็คือ โนเกียไม่รู้เลยหรือว่า สมาร์ทโฟน กำลังจะมา?
โทรศัพท์มือถือในยุคก่อนเป็น อุปกรณ์สื่อสาร ไม่ใช่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ หน้าที่หลักของมันคือเชื่อมต่อกับเครือข่าย cellular เพื่อสื่อสารด้วยเสียงเป็นหลัก
จุดขายของโทรศัพท์ในยุคนี้จึงเน้นคุณภาพของสัญญาณ บวกกับการออกแบบตัวเครื่อง ชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ คุณภาพของงานประกอบ ในขณะที่ซอฟต์แวร์นั้นเป็นแค่ ส่วนเสริม ที่เป็นลูกเล่นหรือจุดขายเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
ในยุคแรกๆ โนเกียจึงไม่มีชื่อเรียก ระบบปฏิบัติการ ของโทรศัพท์มือถือ ในลักษณะเดียวกับระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ (คนทั่วไปอาจเรียกกันเล่นๆ ว่า Nokia OS แต่มันไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการนะครับ) พอมาถึงช่วงปี 2000 บวกลบเล็กน้อย โนเกียก็คลอด แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ (ไม่ใช่ OS เต็มตัว อาจพอเทียบได้กับ Desktop Environment ของฝั่งพีซี) ออกมาทั้งหมด 6 ตัว (อ้างอิง) ไล่จากรุ่นเล็กไปใหญ่ดังนี้
  • Series 20
  • Series 30
  • Series 40
  • Series 60
  • Series 80
  • Series 90
ตัวอย่างสถาปัตยกรรมของ Series 40
s40arch
ตัวอย่างสถาปัตยกรรมของ Series 60
s60arc
แพลตฟอร์มที่มีชีวิตรอดมาได้จนถึงทศวรรษ 2010s เหลืออยู่ 3 ตัวคือ Series 30, Series 40 และ Series 60 (ภายหลังถูกเรียกว่าเป็น S30+, S40, S60/Symbian) ถ้าเทียบรุ่นตามแบบปัจจุบันก็คือ
  • S30+ ใช้กับมือถือโนเกียรุ่นแป้นตัวเลข เช่น Nokia 10x
  • S40 ใช้กับมือถือโนเกียรุ่นแป้นตัวเลขความสามารถเยอะขึ้นมาอีกหน่อย เช่น Nokia 11x หรือ 2xx บางรุ่น และคาบเกี่ยวไปถึงสมาร์ทโฟน Asha รุ่นล่างที่ใช้รหัส 2xx กับ 3xx (แต่ไม่ใช่ Asha 5xx)
  • S60 หรือภายหลังเรียก Symbian ใช้กับสมาร์ทโฟนโนเกียในยุค 2000s แทบทุกตัว จนมาจบที่ 808 PureView เป็นตัวสุดท้าย
ส่วน Series 80/90 เคยถูกวางตัวไว้ใช้กับสินค้าตัวท็อปสาย Nokia Communicator แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ถูกผนวกรวมกับ S60 แทน
nokia-7710
Nokia 7710 มือถือตัวแรกที่ใช้ S90 วางขายปี 2004 แถมเป็นมือถือจอสัมผัสตัวแรกของโนเกีย (ก่อน iPhone นาน 3 ปี)

Symbian/S60 ราชาแห่งทศวรรษ 2000s

เมื่อพูดถึงระบบปฏิบัติการของโนเกีย หลายคนมักนึกถึง Symbian แต่เอาเข้าจริงแล้ว โนเกียไม่ได้เป็นผู้สร้าง Symbian ครับ
Symbian มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก ต้นกำเนิดของมันมาจากบริษัทชื่อ Psion (อ่านว่า ไซออน) ที่สร้างอุปกรณ์ PDA ยุคแรกๆ ชื่อ Psion Organizer โดยใช้ระบบปฏิบัติการทำเองชื่อ EPOC มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980s
EPOC ถูกพัฒนามาเรื่อยๆ โดยมีโมเดลธุรกิจคือการขายไลเซนส์ให้บริษัทฮาร์ดแวร์อื่นๆ นำไปใช้งาน พอถึงปี 1998 มันก็กลายร่างเป็นบริษัท Symbian Inc. โดยมีผู้ถือหุ้นทั้งหมด 4 รายคือ Psion เดิม, โนเกีย, โมโตโรลา และอีริคสัน
Nokia-7650-01
Nokia 7650 (2002) สมาร์ทโฟนตัวแรกของโนเกียที่ใช้ S60 และ Symbian OS 6.1, ภาพจาก Nokia
เนื่องจาก Symbian Inc. เป็นบริษัทที่เกิดจากการลงขันกันของ 3 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการมือถือในยุคนั้น ตัวระบบปฏิบัติการ Symbian OS จึงมีปัจจัยด้านการเมืองภายในบริษัทมาเกี่ยวข้อง ตัวระบบปฏิบัติการจึงทำงานที่ฮาร์ดแวร์ระดับล่าง และเปิดให้แต่ละบริษัทสามารถสร้าง UI ของตัวเองขึ้นมาครอบระบบปฏิบัติการได้ ซึ่ง UI ก็ถูกแบ่งออกเป็น 3 ค่ายใหญ่ๆ คือ
  • S60 (สนับสนุนโดยโนเกีย ซัมซุง แอลจี)
  • UIQ (สนับสนุนโดยอีริคสัน โมโตโรลา)
  • MOAP (สนับสนุนโดยบริษัทฝั่งญี่ปุ่น เช่น ฟูจิตสึ ชาร์ป)
ถึงแม้แกนหลักของระบบปฏิบัติการเป็นตัวเดียวกัน แต่ด้วยความแตกต่างด้าน UI และแพลตฟอร์มการพัฒนา บวกกับการเมืองระหว่างค่ายมือถือ ทำให้การเขียน แอพ บนมือถือในยุคนั้นทำได้ยากมาก เพราะต้องเขียนเจาะเป็นรายรุ่นเท่านั้น (และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ Andy Rubin ต้องการสร้างระบบปฏิบัติการเพียงตัวเดียวที่ทุกคนมาใช้ได้ และการันตีว่าแอพรันได้เสมออย่าง Android ขึ้นมา)
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในโลกมือถือยุค 2000s ก็ไม่ได้บีบให้ผู้ผลิตมือถือต้องจริงจังเรื่องซอฟต์แวร์มากนัก เพราะรูปแบบการใช้งานยังเน้นการสนทนาด้วยเสียง แอพพลิเคชันยังเป็นแค่ส่วนเสริมการใช้งานเท่านั้น ดังนั้นการใช้งาน Symbian จึงถือว่าตอบโจทย์ของยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี โนเกียมีระบบปฏิบัติการที่ ดีในระดับหนึ่ง ใช้งาน เมื่อบวกกับแสนยานุภาพของโนเกียในยุคนั้นก็สามารถทำยอดขายได้ถล่มทลาย เบียดบังคู่แข่งร่วมยุคอย่าง Windows Mobile, Palm OS และ BlackBerry มาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

Maemo แท็บเล็ตที่มาก่อนยุคสมัย

ปัญหาของ Symbian คือสถาปัตยกรรมของมันค่อนข้างเก่าแก่ เพราะสร้างมาตั้งแต่สมัย Psion ออกแบบมาสำหรับมือถือปุ่มกด เน้นการสื่อสารด้วยเสียงเป็นสำคัญ
แต่ภาพอนาคตที่ทุกคนมองเห็นเด่นชัดคือ โทรศัพท์มือถือกับคอมพิวเตอร์จะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน แนวคิดการทำงานโดยอิง ข้อมูล (data) แบบคอมพิวเตอร์กำลังวิ่งเข้าหาวงการมือถือ เทคโนโลยีการส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายโทรศัพท์อย่าง EDGE และ 3G กำลังเริ่มกลายเป็นกระแสหลัก
โนเกียเห็นภาพอนาคตนี้ก่อนใครๆ และกระโจนเข้าไป ทดลอง รับมือกับมันผ่านโครงการชื่อ Maemo (อ่านว่า เมโม) ตั้งแต่ปี 2005
Maemo เรียกตัวเองว่าเป็น Internet Tablet มันคืออุปกรณ์จอสัมผัสขนาดเล็กประมาณ 4-6 นิ้ว มีเว็บเบราว์เซอร์และโปรแกรมอีเมลในตัว เชื่อมต่อเน็ตผ่าน Wi-Fi ทำงานได้ เทียบเท่า คอมพิวเตอร์จริงๆ โดยสถาปัตยกรรมภายในของมันคือ ลินุกซ์ (เป็น Debian) ที่รันด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้ที่ดัดแปลงมาจาก GNOME
แผนผังแนวคิดและฟีเจอร์ของ Maemo ที่ถือว่าล้ำสมัยมากในยุคนั้น (ลองเปลี่ยนคำว่า Maemo ในแผนภาพออก แล้วเอาคำว่า Android ใส่เข้าไป ยังใช้ได้เลย)
maemo2
สถาปัตยกรรมของ Maemo เน้นเทคโนโลยีสาย Debian/GNOME เป็นหลัก, ภาพจาก Maemo.org
maemo3
สินค้าตัวแรกของโนเกียที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Maemo คือ Nokia 770 (เปิดตัวปลายปี 2005) จากนั้นโนเกียก็ออกแท็บเล็ตประมาณปีละ 1 ตัวโดยใช้ชื่อเรียกว่า Nxxx ได้แก่ N800 (2007), N810 (2007/2008) และ N900 (2009)
Nokia-n770
Nokia 770 แท็บเล็ต Maemo ตัวแรก (ออกปี 2005)
n900
Nokia N900 แท็บเล็ต Maemo ตัวสุดท้ายพร้อมระบบปฏิบัติการ Maemo 5 (ออกปี 2009)
แผนการของโนเกียในตอนนั้นค่อนข้างชัดเจนว่า ทำ Maemo ขนานไปกับ Symbian โดยวาง Maemo ไว้ที่ตลาดบน จับลูกค้าที่ต้องการฟีเจอร์จากอุปกรณ์พกพาในลักษณะที่ใกล้เคียงกับ คอมพิวเตอร์ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจาก Symbian ไปยัง Maemo อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป
อย่างไรก็ตาม แผนการ Maemo ไม่ออกดอกออกผลอย่างที่หวัง การพัฒนาเป็นไปอย่างเชื่องช้า และสุดท้ายโนเกียต้องประกาศรวมโครงการ Maemo เข้ากับโครงการ Moblin ของอินเทลในปี 2010 กลายเป็นโครงการใหม่ชื่อ MeeGo แต่สุดท้ายก็ยังล้มเหลวอีก เราได้เห็นสมาร์ทโฟน MeeGo วางขายจริงได้เพียงรุ่นเดียวคือ Nokia N9 ในปี 2011 (วางขายช่วงที่เมืองไทยมีน้ำท่วมใหญ่พอดี) แล้วก็ถูกยกเลิกโครงการไป

อะไรคือปัจจัยที่ทำให้โนเกียเปลี่ยนผ่านไม่สำเร็จ?

วิสัยทัศน์ของโนเกียในช่วงนั้น (ปี 2005-2007) ดูจะถูกต้องสมบูรณ์ มองการณ์ไกล บริษัทออกสินค้ากลุ่มแท็บเล็ตหรือสมาร์ทดีไวซ์จอสัมผัสก่อน iPhone ถึง 2 ปี, ก่อน iPad ถึง 5 ปี แต่ทำไม Maemo ยังล้มเหลว?
ผมคิดว่าปัญหาที่สำคัญของโนเกียในช่วงยุคเปลี่ยนผ่านคือ การเมืองภายในบริษัท
ถ้าเราย้อนดูประวัติซีอีโอของโนเกียตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โนเกียมีซีอีโอเพียงแค่ 3 คน คือ
  • Jorma Ollila อยู่กับโนเกียนานถึง 14 ปี (1992-2006) เขาเป็นคนพาโนเกียเข้าสู่ยุคทอง กลายเป็นราชาโลกมือถือติดต่อกันนานเป็นสิบปี
  • Olli-Pekka Kallasvuo เนื่องจากชื่อเขาค่อนข้างยาว ในวงการจึงเรียกชื่อย่อ OPK เขาเป็นลูกหม้อของโนเกียมานาน และสืบทอดอำนาจของ Ollila ในปี 2006 มาจนถึงปี 2010
  • Stephen Elop ผู้บริหารที่ชาว Blognone น่าจะคุ้นเคยกันดี เขาเป็นคนแคนาดา ย้ายข้ามวิกมาจากไมโครซอฟท์ในปี 2010 และอยู่เป็นซีอีโอถึงปี 2013 ในตอนที่ไมโครซอฟท์ประกาศซื้อกิจการมือถือของโนเกีย)
nokia-ceo
ช่วงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญคือการถ่ายโอนอำนาจจาก Ollila มาเป็น OPK ในปี 2006 ครับ โลกมือถือในช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นไล่เลี่ยกัน
  • ปี 2005 โนเกียเริ่มโครงการ Maemo
  • ปี 2006 เปลี่ยนตัวซีอีโอเป็น OPK
  • ปี 2007 แอปเปิลเปิดตัว iPhone รุ่นแรก
  • ปี 2008 กูเกิลเปิดตัว Android รุ่นแรก
โนเกียเห็นสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เบื้องหน้า ว่าโทรศัพท์มือถือต้องเปลี่ยนเป็นจอสัมผัส ต้องเน้นการใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก และคู่แข่งหน้าใหม่ๆ จากสายไอทีเริ่มกระโดดเข้ามาสู่วงการโทรคมนาคม
ทางเลือกของโนเกีย ณ ช่วงปี 2006-2007 มีอยู่สองทางคือ จะอยู่กับ Symbian ต่อไป (ของที่คุ้นเคย พิสูจน์ตัวเองแล้ว แต่เก่าคร่ำครึ) หรือจะมุ่งหน้าสู่ Maemo (ของใหม่ที่น่าจะดีกว่า แต่ยังไม่เคยพิสูจน์ตัวเอง)
โนเกียในช่วงเวลานั้นจึงตัดสินใจอยู่กับ Symbian เป็นหลัก และแบ่งทรัพยากรมาให้ Maemo อีกนิดหน่อย การพัฒนาแยกทีมกันชัดเจนไม่ยุ่งกันนัก
เหตุผลอีกอย่างที่ผมคิดว่าโนเกียเลือก Symbian คือโครงสร้างอำนาจภายในบริษัท เพราะโนเกียมีผู้บริหารใหญ่อีกคนชื่อ Anssi Vanjoki เป็นหนึ่งในสามผู้บริหารยุค ดรีมทีม ร่วมกับ Ollila และ OPK ซึ่งเขาถูกคาดหมายว่าจะได้เป็นซีอีโอคนต่อไป ถัดจาก OPK
Anssi Vanjoki เติบโตมากับอาณาจักรของ Symbian ตลอดมา ตำแหน่งสุดท้ายของเขาคือผู้อำนวยการฝ่ายโทรศัพท์มือถือ (ในขณะที่ทีม Maemo เป็นผู้บริหารคนอื่น) เมื่อคนในคาดกันว่าเขาจะกลายเป็นซีอีโอคนต่อไป ผนวกกับสถานการณ์ในตอนนั้นที่ Symbian ยังแข็งแกร่ง ขายได้เป็นหลักร้อยล้านเครื่อง จึงไม่น่าแปลกใจนักที่โนเกียจะยัง play safe เลือกอยู่กับ Symbian ต่อ
symbian_foundation_logo
สัญลักษณ์สุดท้ายของ Symbian Foundation ที่เหลือเพียงความทรงจำ

Symbian ยุคใหม่ใต้เงา Foundation

เมื่อโนเกียเลือกได้แล้วว่า เอา Symbian กระบวนการปรับปรุง Symbian ให้ทันสมัย (modernization) จึงเริ่มต้นขึ้น
อย่างที่เขียนไปข้างต้นว่า Symbian เป็นระบบปฏิบัติการที่ 4 บริษัทร่วมลงขันกันทำ กระบวนการพัฒนาจึงไม่ค่อยคล่องตัวนัก เพราะทิศทางในการพัฒนาแยกไปคนละทาง (ตัว UI แต่ละระบบก็แตกต่างกัน ใช้งานร่วมกันไม่ได้) ในปี 2008 (หลัง iPhone รุ่นแรกวางขายได้ประมาณหนึ่งปี) โนเกียจึงซื้อหุ้นทั้งหมดใน Symbian ประกาศเปิดซอร์สโค้ดเท่าที่จะทำได้ และตั้ง Symbian Foundation เป็นองค์กรกลางขึ้นมาดูแลกระบวนการพัฒนา Symbian ทั้งหมด (ตอบโต้ Android ที่โอเพนซอร์สมาตั้งแต่ต้น)
ในแง่เทคนิคแล้ว Symbian มีปัญหาเรื่องกระบวนการพัฒนาแอพที่ยุ่งยากซับซ้อน ช่วงต้นปี 2008 โนเกียจึงแก้เกมโดยซื้อบริษัท Trolltech เจ้าของเฟรมเวิร์ค Qt ที่มีชื่อเสียงด้านความง่ายในการพัฒนาแอพ งานนี้โนเกียหวังยิงนกสองตัวพร้อมกัน โดยใช้ความง่ายของ Qt ดึงดูดนักพัฒนา และใช้ Qt เป็นตัวเชื่อมการพัฒนาแอพบนระบบปฏิบัติการสองตัวคือ Symbian และ Maemo (แนวคิดคือ เขียนแอพให้รองรับ Qt ก็พอ ไม่ต้องสนใจว่าเป็น Symbian หรือ Maemo)
ช่วงปี 2008-2009 ถือว่ากระบวนการปรับปรุง Symbian ของโนเกียเริ่มต้นได้ค่อนข้างสวย (ประกอบกับ iPhone/Android ในยุคนั้นก็ยังพัฒนาไม่ดีพอ ความสามารถยังจำกัด แอพยังน้อย) เราเห็นกระบวนการที่น่าสนใจหลายอย่างจากฝั่งโนเกีย ได้แก่
  • เปิด Nokia App Store มาแข่งกับ App Store ของแอปเปิล (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Ovi Store)
  • แผนการออก Symbian รุ่นใหม่ทุก 6 เดือน (มาแนว Ubuntu) โดยจะใช้ชื่อ Symbian^1, Symbian^2 ไปเรื่อยๆ
  • โครงการสนับสนุนนักพัฒนามากมาย ทั้งช่วยทำตลาด ลดความยุ่งยากในระบบ SDK และการ sign โปรแกรม, ระดมความเห็นจากนักพัฒนาและผู้ใช้, ปรับปรุงฟีเจอร์ด้านมัลติมีเดีย
  • เจรจาให้ไมโครซอฟท์ทำ Microsoft Office เวอร์ชัน Symbian
  • ยกเครื่อง UI ครั้งใหญ่ ปรับหน้าจอให้เรียบง่าย ไม่รก เหมาะกับจอสัมผัส ใช้จำนวนคลิกน้อยลง
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ของ Symbian Foundation กลับไม่ออกมาเป็นไปตามที่หวัง กระบวนการพัฒนาต่างๆ ล่าช้ากว่าที่คาดไปมาก จนทำให้โทรศัพท์มือถือเรือธงของโนเกียหลายๆ รุ่นในช่วงนั้นต้องเลื่อนออกไปเยอะ
ปี 2008 ในช่วง Symbian ก่อนยุคเปลี่ยนผ่าน โนเกียยังสามารถออกมือถือเด่นๆ อย่าง 5800 XpressMusic, มือถือคีย์บอร์ด E71, หรือมือถือรุ่นท็อป N96
Nokia 5800 XpressMusic มือถือ Symbian ในตำนานอีกเครื่องหนึ่ง เคยปรากฏตัวในหนัง The Dark Knight ด้วย
แต่พอมาถึงปี 2009-2010 มือถือเรือธงออกน้อยลงและช้าลงมาก กว่าเราจะได้เห็น Symbian รุ่นท็อปตัวต่อมาคือ N97 ก็ต้องรอถึงกลางปี 2009 (พร้อมกับระบบปฏิบัติการ S60 5th Edition หรือ Symbian^1) และกว่าเราจะได้เห็น Symbian ตัวแรกในยุค Foundation ที่เริ่มใช้งานได้ (Symbian^3) ก็ต้องรอถึงปลายปี 2010 (ออกพร้อม Nokia N8)
ช่วงเวลา 2-3 ปีในโลกไอทีถือว่าเร็วมากนะครับ พอโนเกียเข็น N97 ออกมาสำเร็จในปี 2009 ก็ต้องเจอกับคู่แข่งอย่าง iPhone 3GS ที่พัฒนาขึ้นจากเดิมมาก พอมาถึงปี 2010 มือถือเรือธงอย่าง N8 ก็ต้องเผชิญหน้ากับทั้ง iPhone 4 และ Galaxy S1 ที่พัฒนาจนเริ่มอยู่ตัวแล้ว
nokia-n8
Nokia N8 มือถือเรือธงในยุค Symbian Foundation (2010)
Nokia_808_PureView-1
Nokia 808 PureView มือถือกล้องเทพ 41 ล้านพิกเซล และได้ชื่อว่าเป็น Symbian ตัวสุดท้าย, ภาพจาก Nokia

MeeGo มีความพยายามแต่ยังอ่อนหัด

ในฝั่งของ Maemo/MeeGo เองที่ได้ทรัพยากรน้อยกว่า Symbian มาก ก็มีชะตากรรมที่น่าเศร้าไม่ต่างกันนัก เพราะต้องผ่าน การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย หลายครั้ง ตั้งแต่เปลี่ยนจาก GTK+ เป็น Qt ในปี 2008 และการรวมโครงการ Maemo กับ Moblin ของอินเทลในปี 2010
โนเกียออกสินค้า Maemo ตัวสุดท้ายคือ N900 ในปี 2009 และต้องรออีกสองปีกว่าเราจะได้เห็นผู้สืบทอดสาย MeeGo (ที่ออกมาเพียงรุ่นเดียว) คือ N9 ในช่วงปลายปี 2011 ซึ่งก็ออกมา ช้าเกินไป ในช่วงที่โนเกียตัดสินใจทิ้ง Symbian/MeeGo และหันไปเลือก Windows Phone แทนแล้ว
n9
Nokia N9 มือถือตัวแรกและตัวเดียวที่ใช้ระบบปฏิบัติการ MeeGo
UI ที่ยอดเยี่ยมของ N9 ใช้ง่ายและคล่องตัว
ผู้อ่าน Blognone คงทราบกันดีว่ามีทีมงานหลายคนของ Maemo/MeeGo ออกไปเปิดบริษัท Jolla สืบทอดเจตนารมณ์ ต้องรอดูกันต่อไปครับว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน

ความล่าช้าของโนเกีย

ความล่าช้าของโนเกียมีเหตุมาจากหลายปัจจัย
อย่างแรกที่สุดคงเป็นเรื่องการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในปี 2008 โดยแนวคิดของโนเกียคือการเปลี่ยนจาก S60/C++ มุ่งไปสู่ Symbian/Qt เป็นหลัก แนวคิดนี้ในเชิงทฤษฎีฟังดูดี แต่ในเชิงปฏิบัติคือการเขียนใหม่ทั้งในส่วนของระบบปฏิบัติการเอง และส่วนของแอพจากนักพัฒนาภายนอก
แนวคิดของโนเกียคือยุบรวม S60/C++ กับ Maemo/GTK+ ให้มาอยู่ใต้ร่มของ Symbian/Qt ให้หมด แต่กลับกลายเป็นว่าแอพบน S60/C++ กับ Maemo/GTK+ เดิมก็ไม่สามารถนำไปใช้ต่อบน Qt ได้ ในขณะที่ Qt เองที่มีรากฐานมาจากระบบปฏิบัติการเดสก์ท็อป ก็ต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการปรับตัวเข้าสู่โลกของอุปกรณ์พกพา (เบื้องหลังความล้มเหลวของโนเกียในการสร้าง UI ใหม่ให้ Symbian)
ปัจจัยที่สองคือ Symbian เดิมเป็นระบบปฏิบัติการหลายบริษัทร่วมกันทำ การเปลี่ยนมาเป็น Symbian Foundation ก็ดูดีในแง่ทฤษฎี แต่การโอเพนซอร์สมีประเด็นเรื่องกฎหมายเข้ามายุ่งเกี่ยว เพราะ Symbian Foundation ต้องไล่เจรจาคุยกับเจ้าของลิขสิทธิ์โค้ดทีละส่วนทีละราย ให้ยินยอมเปิดซอร์สโค้ด (มีกระบวนการทางกฎหมายยุ่งยากมากมาย, โครงการ Mozilla ยุคแรกๆ ก็เจอปัญหานี้มาก่อน) ดังนั้นกว่า Symbian Foundation จะเปิดซอร์สโค้ดสำเร็จก็ต้องใช้เวลานานมาก (บางส่วนก็ต้องเขียนใหม่ขึ้นทดแทนโค้ดเดิม) ดังนั้นเราจึงเห็นว่าโนเกียประกาศโอเพนซอร์ส Symbian ในปี 2008 แต่กว่าจะทำเสร็จต้องรอถึงปี 2010
ปัจจัยที่สามคือวัฒนธรรมองค์กรของโนเกียเองที่ไม่รีบร้อนมากนัก อาจเป็นเพราะคงความเป็นอันดับหนึ่งมายาวนาน มีโครงสร้างองค์กรซับซ้อน (โดยเฉพาะถ้าเทียบกับกระบวนการพัฒนา iPhone ยุคแรกๆ ที่สตีฟ จ็อบส์ ลงมาคุมเอง และทำงานกันหนักมาก) เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นผ่านเรื่องเล่าของ Adam Greenfield ดีไซเนอร์ภายนอกที่เคยทำงานกับโนเกียระหว่างปี 2008-2010 เขาเล่าถึงวัฒนธรรมของ ฟินแลนด์ ประเทศที่อากาศหนาวเกือบตลอดปีว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่เป็นหน้าร้อน (อันหายาก) สำนักงานของโนเกียแทบร้าง เพราะพนักงานและผู้บริหารนิยมไปพักร้อนในกระท่อมส่วนตัวกลางป่าเขา ดังนั้นถ้าเขาต้องการให้โนเกียอนุมัติงานใดๆ ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ต้องรอถึงเดือนกันยายนกว่าผู้บริหารจะเริ่มกลับมาทำงานกัน (Bloomberg)
ดังนั้นเราอาจพอสรุปได้ว่า เมื่อแอปเปิลวางขาย iPhone รุ่นแรกในเดือนกรกฎาคม 2007 ผู้บริหารของโนเกียน่าจะยังพักผ่อนกันอยู่ และไม่ได้สนใจมากนักกับ ภัยคุกคามใหม่ ที่กำลังพุ่งเข้าหาตัวเอง
(Stephen Elop ให้สัมภาษณ์ไว้ในบทความเดียวกันของ Bloomberg ว่า สิ่งที่โนเกียต้องปรับปรุงเป็นอันดับแรกคือ ความรวดเร็ว ในการทำงาน)
highres_nokiahouse04
สำนักงานใหญ่ของโนเกียในเมือง Espoo ที่ฟินแลนด์, ภาพจาก Nokia
Juhani Risku อดีตผู้บริหารของโนเกีย เคยให้สัมภาษณ์เรื่องปัญหาของโนเกีย (ข่าวเก่า) เอาไว้ว่าฝ่ายวิจัยของโนเกียคิดนวัตกรรมใหม่ๆ มากมายแต่ผู้บริหารไม่สนใจ, ความล่าช้าด้านการตัดสินใจภายในองค์กร (ซื้อ Navteq มา 6 เดือนแล้วไม่ทำอะไร), แต่ละฝ่ายขององค์กรไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (บริการ Ovi และแบรนด์ Nokia ดูแลโดยบริษัทภายนอกจากอังกฤษ), ระบบปฏิบัติการ Symbian ซับซ้อนมากจนคนข้างในเองก็ยังไม่เข้าใจมันนัก

วิกฤตโนเกียปี 2010

สถานการณ์ของโนเกียในปี 2010 ค่อนข้างเลวร้าย เพราะมือถือเรือธงทั้งสองตัว (N8 สาย Symbian และ N9 สาย MeeGo) ไม่สามารถต่อกรกับคู่แข่งได้ทั้งในแง่ฟีเจอร์และแอพ (Symbian ยังเปลี่ยนผ่านไม่สำเร็จ ส่วน MeeGo ก็ยังพัฒนาไม่เสร็จ-ไม่มีแอพ)
ผลคือ ส่วนแบ่งตลาดของ Symbian ที่เคยสูงเกินครึ่งเริ่มลดลง นักพัฒนาเริ่มตีจาก ผลประกอบการและมูลค่าหุ้นลดฮวบ ผู้ถือหุ้นเริ่มทนไม่ไหว และกดดันให้เปลี่ยนซีอีโอและบอร์ด
นักวิเคราะห์จาก Gartner เปรียบเทียบสถานการณ์ของโนเกียในปี 2010 ว่าบริษัท กำลังย้ายเก้าอี้บนเรือไททานิคที่กำลังจะจม แต่ดันมัวสนใจเรื่องไร้สาระที่ไม่ใช่ประเด็นหลักในการตัดสินใจซื้อมือถือของ ลูกค้า ในขณะที่ปัญหาเรื่อง UI ของ Symbian ก็ยังไม่ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง และต้องรอไปถึง Symbian^4 ที่ไม่รู้ว่าจะออกเมื่อไร (ข่าวเก่า)
World-Wide-Smartphone-Market-Share
ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟน 2007-2011, ภาพจาก Wikipedia
เดือนกันยายนปี 2010 บอร์ดของโนเกียก็ออกมาประกาศข่าวที่ทุกคนรอคอยคือ โนเกียตั้ง Stephen Elop เป็นซีอีโอคนใหม่แทน OPK ซึ่งถือเป็นผู้บริหารคนนอกคนแรกในรอบหลายสิบปีของโนเกีย (ข่าวเก่า)
ส่วน Anssi Vanjoki ที่ถูกคาดหมายว่าจะได้เป็นซีอีโอคนถัดไปก็ลาออกจากบริษัทหลังจากนั้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ (ข่าวเก่า) ในอีกด้าน Ari Jaaksi หัวหน้าฝ่าย MeeGo ก็ประกาศลาออกหลังจากนั้นไม่นานเช่นกัน (ข่าวเก่า)

2011: โนเกียบนทางแพร่ง เลือกอะไรดี Symbian, MeeGo, Android หรือ Windows Phone?

ช่วงรอยต่อของโนเกียในปี 2010-2011 ภายใต้ซีอีโอคนใหม่ Stephen Elop ถือเป็น จุดเปลี่ยน ครั้งสำคัญของโนเกียว่าจะเลือกไปในทิศทางใด ระหว่างระบบปฏิบัติการภายใน 2 ตัวคือ Symbian, MeeGo (ที่ไม่พร้อมทั้งคู่) หรือจะมุ่งสู่ระบบปฏิบัติการของบริษัทอื่นอย่าง Android หรือ Windows Phone (นักวิเคราะห์เสนอ 4 ทางเลือกของโนเกีย)
ช่วงนี้เราเห็น วาทะเด็ด ของโนเกียออกมามากมาย เช่น การเปลี่ยนมาใช้ Android เปรียบเหมือนการฉี่รดกางเกงให้อบอุ่นในฤดูหนาว ของ Anssi Vanjoki ที่กำลังจะลาออก หรือ Burning Platform ของ Elop
สุดท้ายการตัดสินใจก็เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2011 โดย Elop และโนเกียเลือก Windows Phone และประกาศทิ้ง MeeGo/Qt/Symbian โดยยังเก็บ S40 ไว้
โนเกียที่ต้องผ่าน การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย หลายครั้งในปี 2008-2009 ก็ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอีกครั้ง สายการพัฒนามือถือ Symbian/MeeGo ถูกระงับ และเราก็ต้องรออีกประมาณครึ่งปี กว่าจะได้เห็น Nokia Windows Phone รุ่นแรก (Lumia 800 ช่วงปลายปี 2011)

2011-2014 เมืองขึ้นชื่อ โนเกีย ไร้อิสระแต่ต้องดิ้นรน

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการเลือก Windows Phone ค่อนข้างสมเหตุสมผล ณ เวลานั้น คือทิ้งระบบปฏิบัติการเก่าคร่ำครึอย่าง Symbian ออกไปก่อน พอเหลือระบบปฏิบัติการอีก 3 ตัว จะเห็นว่า MeeGo อ่อนแอที่สุดเพราะไม่มียักษ์ใหญ่หนุนหลังเลย ตัวเลือกที่น่าสนใจจึงเหลือแค่ 2 ตัวคือ Android กับ Windows Phone
สถานการณ์ในตอนนั้น Android กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และบริษัทมือถือจำนวนมากก็ร่วมขบวน Android กันหมด (HTC เข้าเป็นรายแรกในปี 2008, ซัมซุงมาปี 2009) ในปี 2011 โนเกียอาจถือว่า ออกตัวช้า ถ้าจะเข้าร่วมขบวน Android กับเขาบ้าง (แถมมีข่าวว่าเจรจากันแล้วกูเกิลไม่ให้สิทธิพิเศษใดๆ ทำให้โนเกียไม่สามารถสร้างจุดแตกต่างของตัวเองกับ Android รายอื่นๆ ได้)
ทางเลือกสุดท้ายที่เหลืออยู่คือการ เสี่ยง กับ Windows Phone แพลตฟอร์มที่ น่าจะดูดี เพราะมียักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟท์หนุนหลังอยู่ ไมโครซอฟท์เป็นเจ้าโลกเดสก์ท็อปมานาน แถมยังเคยมีประสบการณ์กับ Windows Mobile มาอย่างโชกโชน และยังทุ่มเต็มที่ดึงโนเกียมาเป็นพันธมิตร ช่วยสนับสนุนเงินค่าการตลาดมากมาย
ปัจจัยทุกอย่างพร้อมสรรพ โนเกียเลือก Windows Phone และทุ่มสุดตัวไปกับมัน แต่ปัจจัยหนึ่งที่ตอนนั้นคงไม่มีใครคาดคิด (รวมถึง Elop ในฐานะอดีตผู้บริหารไมโครซอฟท์ด้วย) คือไมโครซอฟท์เองพัฒนา Windows Phone ช้ากว่าที่ทุกคนคิดไปมาก เพราะไมโครซอฟท์ก็เป็นบริษัทที่อยู่ระหว่าง การเปลี่ยนผ่าน เหมือนกัน
ช่วงปี 2011-2013 โนเกียฝากความหวังไว้กับไมโครซอฟท์เต็มที่ และออกมือถือที่น่าสนใจใน (เชิงฮาร์ดแวร์) มาหลายตัว แต่ผลกลับออกมาไม่ดีดังหวังเพราะฝั่งซอฟต์แวร์ที่ไมโครซอฟท์รับผิดชอบนั้น เดินหน้าไปช้ามาก โนเกียจึงต้องหาทางเลือกอื่นๆ ให้ตัวเอง (ในฐานะบริษัทอิสระ) กระบวนการคัดเลือกเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ ผลสุดท้ายออกมาได้เป็น Asha Platform (จากบริษัท Smarterphone ที่ซื้อมาในปี 2012) และ Nokia X มือถือพลัง Android
สถานการณ์ช่วงปี 2013-2014 ของโนเกียจึงวนกลับมาคล้ายกับช่วงปี 2008-2009 คือโนเกียมีระบบปฏิบัติการในสังกัดเยอะมากจนน่าตกใจ (ที่แย่คือไม่สมบูรณ์เลยสักรุ่น) ถึง 5 รุ่นได้แก่
  • สมาร์ทโฟนตลาดกลาง-บน: Windows Phone
  • สมาร์ทโฟนตลาดกลาง-ล่าง: Nokia X/Android
  • สมาร์ทโฟนตลาดล่าง (จอสัมผัส): Asha Platform
  • สมาร์ทโฟนตลาดล่าง (ปุ่มกด): Asha S40
  • ฟีเจอร์โฟน: S30+
ลองคิดดูนะครับว่าทรัพยากรที่ต้องถูกแบ่งแยกไปยังระบบปฏิบัติการแต่ละตัว จะกระจัดกระจายแค่ไหน และโนเกียลงทุนซ้ำซ้อนมากเพียงใด
satya-elop

2014: ปิดตำนานมือถือโนเกีย, มุ่งสู่โนเกียยุคใหม่

โนเกียที่สับสนวุ่นวายกับระบบปฏิบัติการ 5 ตัว ดูยังไงก็คงไปไม่รอด แต่สุดท้าย ช่วงปลายปี 2013 โนเกีย (ในฐานะบริษัท) ก็เอาตัวรอด (แบบเสียศักดิ์ศรี) โดยการขายกิจการมือถือและบริการให้กับไมโครซอฟท์
ไมโครซอฟท์ (ที่กำลังดิ้นรนปรับตัวเต็มที่เช่นกัน) ตัดสินใจทิ้ง Nokia X, Asha, S40, ฟีเจอร์โฟน เพื่อมุ่งเน้นไปที่ Windows Phone เพียงอย่างเดียว ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมกับยุทธศาสตร์ของไมโครซอฟท์เอง ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นก็ขึ้นกับฝีมือของ Satya Nadella แล้ว
ส่วนโนเกีย (ในฐานะบริษัท) ยังมีชีวิตอยู่แม้จะขายกิจการมือถือออกไปแล้ว บริษัทยังไปได้ดีในธุรกิจอุปกรณ์เครือข่าย NSN ที่ลงทุนทิ้งเอาไว้ตั้งนานแล้ว (แถมลุ่มๆ ดอนๆ อยู่พักใหญ่) แต่สุดท้ายแล้วมันก็พิสูจน์ตัวเองว่าในยามที่โนเกียบริษัทหลักกำลังย่ำแย่ ก็ยังเหลือ NSN ที่พยุงชีวิตให้อยู่รอดต่อไปได้ในฐานะ โนเกียรัฐอิสระ และก้าวเดินต่อไปภายใต้การดูแลของ Rajeev Suri ซีอีโอคนใหม่ที่มาจากธุรกิจฝั่ง NSN
ผมคิดว่าถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์อันยาวนานนับร้อยปีของโนเกียแล้ว บริษัทฝ่าฟันคลื่นลมมามาก ทำธุรกิจมาหลายแขนง ผ่านการเปลี่ยนแปลง ขายทิ้งและเริ่มกิจการใหม่มาโดยตลอด (น่าจะเป็นบริษัท แมวเก้าชีวิต อีกรายหนึ่ง) ธุรกิจโทรศัพท์ที่สร้างชื่อให้โนเกียมีอายุแค่ประมาณ 30 ปี ถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บริษัท แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ในภาพรวมแล้วก็น่าดีใจแทนโนเกียที่สามารถเอาตัวรอดต่อไปได้ แม้จะต้องทิ้งธุรกิจโทรศัพท์ไปอย่างน่าเสียดาย (เป็นกรณีศึกษาที่ดีของการกระจายธุรกิจให้หลากหลายยามรุ่งเรือง เพื่อช่วยพยุงบริษัทต่อไปได้แม้ธุรกิจหลักจะมีปัญหาในอนาคต)
reinvent
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: mk
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech