วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

อภิมวลมหาความเสี่ยงจากการใช้ Windows XP หลังวันหมดอายุ 8 เม.ย. 2014

อภิมวลมหาความเสี่ยงจากการใช้ Windows XP หลังวันหมดอายุ 8 เม.ย. 2014

Windows XP จะสิ้นอายุขัยอย่างสมบูรณ์แบบในวันที่ 8 เมษายน 2014 หรืออีกไม่ถึง 3 เดือนนับจากนี้ Blognone เขียนเตือนเรื่อง Windows XP มานับครั้งไม่ถ้วน ผลลัพธ์ที่ได้คือมีผู้ใช้กลุ่มหนึ่งตอบกลับมาว่า ก็ฉันจะใช้ต่อไป ใครจะทำไม (อ่านแล้วอยากเลิกทำเว็บเลยครับ)
บทความนี้เขียนขึ้นโดยมีจุดประสงค์ว่าต้องการ ท้าชน ผู้ใช้ Windows XP ทุกท่าน ถ้าอ่านแล้วยังไม่รู้สึกอะไรก็คงทำอะไรไม่ได้อีกแล้วล่ะครับ

Since 2001 เราอยู่กันมานานแล้วนะ

ปีนี้ปี 2014
Windows XP เปิดตัวและวางขายครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2001
ย้ำว่า 2001
ลบเลขครับ
12 ขวบเกือบครึ่ง!
ถ้า XP เป็นคน ตอนนี้ก็คงเรียนอยู่ประถมปลายเตรียมขึ้นมัธยมต้นแล้ว
ผมเชื่อว่าช่วงชีวิตของผู้อ่าน Blognone ทุกคนก็คงผ่านวันเวลาอันยาวนานของ XP กันหมด ลองหลับตา 1 นาทีระลึกว่า ตลอด 12 ปีที่ผ่านมานี้ ชีวิตของคุณมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง (เปลี่ยนโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ทำงาน ย้ายงาน แต่งงาน มีลูก ฯลฯ) ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตคงมหาศาล
ลองดูชีวิตของผู้ชายคนนี้สิครับ
Bill
2013:
Bill
แต่ถ้าเรายังใช้ Windows XP คอมพิวเตอร์ของเราก็ยังถูกผนึกค้างไว้ที่ปี 2001 อยู่ ถึงแม้ช่วงเวลาที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์จะมีอัพเดตให้บ้าง 3 service packs แต่หลักใหญ่ใจความแล้ว มันก็คือระบบปฏิบัติการของปี 2001 อยู่ดี

หมดอายุอะไรยังไง

คอมพิวเตอร์ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ในฝั่งของฮาร์ดแวร์คงไม่ต่างอะไรจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้ามันไม่พังก็ใช้ต่อไปได้เรื่อยๆ
แต่ฝั่งของซอฟต์แวร์นี้มี อายุขัย ของมัน (เหมือนกับนมบูด ปลากระป๋องเน่า) ถึงแม้ตัวซอฟต์แวร์จะใช้ต่อไปได้ก็จริง (และไม่มีใครไปกำหนด deadline ว่าหลังจากวันนี้แล้วห้ามใช้) แต่ บริการแวดล้อม ของตัวซอฟต์แวร์นั้นๆ มันไม่ได้อยู่ต่อไปชั่วกาลอวสานไปด้วย
บริการแวดล้อม ที่ว่านี้ หลักๆ แล้วมันคือการอัพเดตแพตช์ความปลอดภัย บริการหลังขาย และความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ๆ
ไมโครซอฟท์มีนโยบายเรื่องการอัพเดตแพตช์ที่แบ่งเป็น 2 ระดับคือ mainstream support และ extended support (อ้างอิง)
  • mainstream support นับช่วงแรกหลังวางขายซอฟต์แวร์ ออกแพตช์ความปลอดภัยให้ และไมโครซอฟท์จะปรับแก้บั๊กหรือฟีเจอร์บางอย่างของตัวระบบปฏิบัติการถ้าจำ เป็น (ถ้าใครทันยุค SP1/2 จะเห็นว่ามีฟีเจอร์เปลี่ยนเยอะระหว่างรุ่น)
  • extended support หลังหมดระยะ mainstream support แล้ว ไมโครซอฟท์จะออกแพตช์ความปลอดภัยให้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เพิ่มฟีเจอร์หรือแก้บั๊กให้อีกแล้ว
Windows XP หมดระยะ mainstream support ตั้งแต่ปี 2009 และกำลังจะหมดระยะ extended support ในปี 2014
ส่วน Windows รุ่นอื่นๆ คือ Vista ปี 2017, Windows 7 ปี 2020, Windows 8 ปี 2023 (อ้างอิง)

จะเกิดอะไรขึ้นหลังไมโครซอฟท์หยุดออกแพตช์ความปลอดภัย

คนที่เข้าใจการทำงานของระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ คงทราบดีว่าปัญหาเรื่อง รูรั่ว หรือช่องโหว่ความปลอดภัย เป็นเกมแมวจับหนูที่ไม่มีวันจบสิ้น เพราะตอนสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมา คนสร้างก็ไม่รู้หรอกว่ามันมีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง ดังนั้นเมื่อซอฟต์แวร์วางขายแล้ว ทั้งคนในคนนอก ไม่ว่าจะหวังดีหรือประสงค์ร้าย ก็มีหน้าที่ค้นหาช่องโหว่เหล่านี้ ฝั่งของไมโครซอฟท์เองก็มีหน้าที่อุดช่องว่างเหล่านี้ไปเรื่อยๆ เท่าระยะเวลาที่สัญญาไว้
ในกรณีของ Windows XP จะไม่มีอัพเดตแพตช์ใดๆ หลังวันที่ 8 เมษายนนี้ แต่ Windows รุ่นอื่นๆ ที่ใหม่กว่าจะยังได้อัพเดตแพตช์ต่อไป
เมื่อ Windows เป็นระบบปฏิบัติการที่มีพื้นฐานเดียวกัน ชิ้นส่วนบางชิ้นก็ตกทอดสืบเนื่องกันมานานหลายชั่วคน ดังนั้นมีโอกาสสูงที่จะพบช่องโหว่สักแห่งมีผลกับ Windows ทุกรุ่น
ถ้าหากเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น ไมโครซอฟท์จะอุดช่องโหว่บน Windows รุ่นใหม่ๆ แต่ไม่อุดรูเดียวกันบน Windows XP แบบนี้ก็เสร็จโจรสิครับ (ช่องโหว่แบบนี้เรียกว่า zero-day attack)
สิ่งที่แฮ็กเกอร์จะทำคือโหลดแพตช์ของ Windows รุ่นใหม่ๆ มาแกะดูว่า ไมโครซอฟท์อุดรูอย่างไร จากนั้นก็ reverse engineer เขียนมัลแวร์ที่อาศัยช่องโหว่เดียวกันไปเจาะ Windows XP ได้แบบง่ายๆ เลย (จากเดิมที่ต้องงมหาช่องโหว่เอง ก็เปลี่ยนเป็นลอกการบ้านไมโครซอฟท์แทน ง่ายกว่ากันเยอะ)
ไมโครซอฟท์เคยออกมาเตือนเรื่องนี้อย่างเป็นทางการแล้ว ย้อนอ่านในข่าวเก่า
ช่องโหว่ลักษณะนี้มีโอกาสสูงที่จะป้องกันไม่ได้ด้วยแอนตี้ไวรัสหรือ ซอฟต์แวร์ความปลอดภัยต่างๆ (อาจสกรีนได้บ้างที่ระดับของไฟร์วอลล์) เพราะเป็นช่องโหว่ของตัวระบบปฏิบัติการโดยตรงนั่นเอง

เก่ากว่า เสี่ยงกว่า

เวลา 12 ปีเปลี่ยนบิล เกตส์ จากหนุ่มเฟี้ยวเป็นชายกลางคน เส้นผมเริ่มสีเทา ช่วงเวลาเดียวกันนี้ โลกของความปลอดภัยก็พัฒนาไปมาก มีเทคนิคและกระบวนการมากมายที่ช่วยปกป้องให้ระบบปฏิบัติการปลอดภัยมากขึ้น
ผมขออ้างข้อมูลของไมโครซอฟท์เอง (Microsoft Security Blog) ที่บอกว่า Windows แต่ละรุ่นมีพัฒนาการด้านความปลอดภัยที่ดีขึ้นอย่างไร (คลิกเพื่อดูภาพขนาดเต็ม)
และข้อมูลสถิติว่า Windows แต่ละรุ่นโดนเจาะหรือติดมัลแวร์-ไวรัสต่างกันมากน้อยแค่ไหน (มีถึงเฉพาะ Windows 7)
Windows

ช่างมันฉันไม่แคร์

ผู้ใช้ Windows XP จำนวนไม่น้อย (โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ของเถื่อน) ปิดการอัพเดต Windows เพื่อป้องกันปัญหา Windows Genuine Advantage (WGA) และไม่ได้แคร์เรื่องความปลอดภัยของระบบปฏิบัติการอยู่แล้ว
ถ้าเป็นคอมส่วนตัวใช้เอง แบกรับปัญหาเองได้ รับผิดชอบเองเป็น (ซึ่งเวลาเกิดเหตุแล้วมักจะไม่เป็นเช่นนั้น raspberry) อันนั้นก็ถือเป็นเรื่องอิสระในการใช้ชีวิตของปัจเจกชน
แต่ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ขององค์กร ห้างร้าน หน่วยงานต่างๆ ความเสี่ยงพวกนี้ถือเป็นภาระความรับผิดชอบและ หน้าที่ ของฝ่าย IT support ที่จะต้องป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น

คนใช้ Windows XP ยังมีเยอะแค่ไหนในไทย?

ในตลาดโลก สถิติล่าสุดจาก Net Applications ระบุว่ามีคนใช้ Windows XP อยู่ที่ 28.98% ของระบบปฏิบัติการของพีซี ซึ่งถือว่ายังเยอะมาก (นับเฉพาะเครื่องคอมที่ต่อเน็ต)
สำหรับในเมืองไทย ข้อมูลที่ผมหาได้มี 2 แหล่งที่มา
แห่งแรกคือ StatCounter บอกว่าสถิติล่าสุดของไทย มีคนใช้ Windows XP เหลืออยู่ 28.89% (มกราคม 2014) ส่วนกราฟสถิติช่วง 1 ปีย้อนหลังของผู้ใช้เน็ตไทย เห็นแนวโน้มชัดเจนว่า Windows XP ลดลงตลอดแต่ก็ยังเหลือผู้ใช้อยู่อีกเป็นจำนวนมาก
StatCounter
อีกเจ้าคนไทยคุ้นเคยกันดี สถิติของ TrueHits บอกว่าเดือนธันวาคม 2013 คนไทยใช้ XP ที่ 22.19% ซึ่งแนวโน้มก็ลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน

ความเสี่ยงของการใช้ Windows XP ที่หมดอายุแล้ว

มีบทความ-รายงาน-บทวิเคราะห์จำนวนมากที่พูดถึงปัญหาของการใช้งาน Windows XP ที่หมดอายุแล้ว ผมขออ้างอิงรายงานของ Lenovo ที่พาดหัวไว้ซะน่ากลัวว่า Windows XP – A Compliance and Risk Nightmare in April 2014 ซึ่งแบ่งปัญหาออกเป็น 3 ข้อ
  1. ความเสี่ยงทางเทคนิคที่จะโดนโจมตีผ่านช่องโหว่ความปลอดภัย (ตามที่อธิบายไปแล้วข้างต้น)
  2. ความเสี่ยงที่จะถูกจารกรรมข้อมูล แล้วองค์กรโดนปรับหรือโดนฟ้อง (บางประเทศมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของลูกค้า ทำหายแล้วโดนปรับ)
  3. ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบไอทีในระยะยาวจะเพิ่มสูงมาก การบำรุงรักษาระบบปฏิบัติการเก่ามีต้นทุนระยะเวลาสูงกว่าระบบปฏิบัติการ ใหม่ๆ ที่มีความพร้อมกว่าในทุกด้าน
ผมเชื่อว่าของพวกนี้ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาครับ อีกไม่นานเราคงเห็น การโจมตี Windows XP ครั้งใหญ่ ที่สร้างผลสะเทือนในวงกว้าง ซึ่งจะกลายเป็นจุดเปลี่ยน กระตุ้นให้หน่วยงานต่างๆ หันมาสนใจปัญหานี้ (แต่ระหว่างนั้นจะโดนลูกหลงด้วยหรือไม่ ก็ขึ้นกับความใส่ใจขององค์กรแล้ว)

ความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์

นอกจากปัญหาเรื่องช่องโหว่ความปลอดภัยแล้ว เราก็คงรู้กันดีว่า ยังมีเรื่องความเข้ากันได้กับฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ๆ ที่ไม่มีไดรเวอร์ของ XP แล้ว และซอฟต์แวร์ชื่อดังหลายตัวก็แทบไม่รองรับ XP แล้วเช่นกัน
ผมลองรวมข้อมูลแบบคร่าวๆ ดูว่า ซอฟต์แวร์อะไรบ้างที่รองรับหรือไม่รองรับ XP

ทางออก

คำตอบแบบกำปั้นทุบดินคือ อัพเกรดครับ เปลี่ยนไปใช้อะไรก็ได้ที่ใหม่กว่า Windows XP จะย้ายค่ายไปใช้แมคหรือลินุกซ์ก็ไม่มีปัญหา
คำตอบแบบละเอียดแยกตามกรณี
1. ผู้ใช้ตามบ้าน
สำหรับผู้ใช้ทั่วไปที่มีคอมพิวเตอร์ของตัวเองและรัน Windows XP แยกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ
1.1 ใช้ Windows XP เพราะคอมเก่า
ถึงแม้สเปกขั้นต่ำของ Windows แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลยนับจาก Vista เป็นต้นมา แต่มันก็ยังมีช่องว่างของฮาร์ดแวร์ขั้นต่ำสำหรับ XP และ Vista ขึ้นไปอยู่
Windows
สำหรับคนกลุ่มที่ยังใช้คอมสเปกต่ำกว่า Vista (แต่ยังรัน XP ได้) ผมแนะนำว่าซื้อคอมใหม่สถาน เดียวครับ คอมสมัยนี้ถูกกว่าเดิมมากแล้ว เงินหลักต่ำหมื่นก็ซื้อคอมสเปกดีๆ ได้สบาย แถมคอมตัวเก่าก็น่าจะคุ้มการลงทุนแล้ว ถ้ายังอยากเก็บไว้ใช้จริงๆ ก็แนะนำให้เปลี่ยนเป็นลินุกซ์แทน (แต่เอาจริงแล้วลินุกซ์ที่รันบนฮาร์ดแวร์ต่ำขนาดนั้นได้ก็ไม่ค่อยมีอีก เหมือนกัน)
สำหรับคนที่ไม่ชัวร์ว่าคอมของเราจะย้ายไปรัน Windows 7 ได้หรือไม่ (Windows 8.x ใช้สเปกเท่ากัน) ไมโครซอฟท์มีโปรแกรมช่วยวิเคราะห์ชื่อ Windows 7 Upgrade Advisor สามารถดาวน์โหลดมารันกันเล่นๆ ได้
1.2 ใช้ Windows XP เพราะคุ้นมือ
ผู้ใช้กลุ่มนี้มีคอมพิวเตอร์ที่สามารถเปลี่ยนไปใช้ Windows รุ่นใหม่กว่าได้ แต่ไม่เปลี่ยนด้วยเหตุผลที่ต่างๆ กันไป (ส่วนใหญ่เป็นเพราะคุ้นเคยกับ XP) คำแนะนำคือ ถึงเวลาต้องอัพเกรด แล้วครับ
ทางเลือกเดียวที่เด่นชัดในตอนนี้คือ ควักเงิน 5-6 พันบาทซื้อ Windows 8.1 ของแท้ จ่ายเงินทั้งทีก็ควรเลือกซอฟต์แวร์ใหม่ที่สุด (แต่ถ้ายังเลือกจะอยู่ในเส้นทางสายมืด อย่างน้อยอัพเกรดเป็น Windows 7 เถื่อนก็ยังดีกว่า XP เถื่อนอยู่ดีครับ)
การอัพเกรดจาก XP เป็นระบบปฏิบัติการใหม่ๆ อย่าง Windows 8.1 ไม่สามารถอัพเกรดได้ตรงๆ จำเป็นต้องแบ็คอัพข้อมูลแล้วลงโปรแกรมใหม่ ซึ่งมีต้นทุนเรื่องเวลาและทรัพยากรเพิ่มเข้ามา แต่มันก็เป็นเส้นทางที่ต้องข้ามผ่านครับ
2. ลูกค้าองค์กร
สำหรับลูกค้าองค์กรที่มักใช้ระบบปฎิบัติการที่ติดมากับพีซี ตรงนี้เป็นหน้าที่ของฝ่าย IT ในองค์กรที่จะต้องผลักดันให้ CIO/CEO ขององค์กรเห็นความสำคัญของการ อัพเกรดฮาร์ดแวร์ใหม่ ครับ
ส่วนจะซื้อพีซี Windows 7 หรือ Windows 8.x คงขึ้นกับนโยบายของแต่ละหน่วยงาน (ไมโครซอฟท์เองก็เคยพูดไว้ว่า ถ้ายังไม่พร้อมสำหรับ Windows 8.x ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยก็ควรรัน Windows 7 ขึ้นไป)
นอกจากนี้ในองค์กรที่มีความซับซ้อนของแอพพลิเคชันไม่เยอะ หรือแอพพลิเคชันส่วนใหญ่เป็นเว็บเบส จะเปลี่ยนไปใช้ระบบปฏิบัติการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแมค ลินุกซ์ หรือ Chrome OS ก็คงไม่เป็นปัญหาอะไรมากนัก
อีกประเด็นที่สำคัญสำหรับการอัพเกรดคือ แอพพลิเคชันขององค์กร (ที่เขียนกันมาตั้งนานแล้ว สมัยพีซีเอื้ออาทร) ยังใช้ได้เฉพาะบน Windows XP เท่านั้น อันนี้ไม่มีทางเลือกนอกจากการจ่ายเงินเพื่อปรับปรุงแก้ไขหรือเปลี่ยน แอพพลิเคชันใหม่ เป็นเรื่องของ mindset ผู้บริหารว่านี่คือการลงทุนเพื่อระบบไอทีที่ก้าวหน้าขึ้นในอนาคต ไม่เป็นคอขวดหรือภาระขององค์กร มันไม่ใช่การสิ้นเปลืองซื้อคอมใหม่สเปกแรงหรือระบบไอทีแพงๆ ตามแฟชั่นแต่อย่างใด
ผมคิดว่าระบบไอทีภายในองค์กรที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุค 2000 ต้นๆ (โดยเฉพาะกลุ่มที่เขียนเองหรือจ้างเขียน ไม่ได้ซื้อสำเร็จ) น่าจะเริ่มล้าสมัยหรือเจอข้อจำกัดกันบ้างแล้ว บวกกับโลกไอทีปัจจุบันกำลังเปลี่ยนรอบของเทคโนโลยีพอดี (แอพที่เคยถูกสร้างมาสำหรับ IE6 คงไม่สามารถรันบน iPad ได้แน่ๆ) ดังนั้นก็น่าจะถือโอกาสยกเครื่องระบบไอทีหรือแอพพลิเคชันภายในให้ทันสมัย ขึ้นไปพร้อมๆ กัน (อาจจะเป็นแอพพลิเคชันบนเว็บ หรือระบบเดสก์ท็อปแบบ virtualized/VDI ก็ได้)
ในรายละเอียดแล้ว การอัพเกรดระบบไอทีขององค์กรจากยุค XP มาเป็นยุค Windows 7/8 ไม่ใช่เรื่องง่าย มีเรื่องจุกจิกหยุมหยิมอีกพอสมควร (แล้วทวีคูณความยากลำบากด้วยจำนวนเครื่องที่มี) ซึ่งคงไม่สามารถลงรายละเอียดได้ในบทความนี้ แต่สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากลิงก์ข้างล่าง

บทสรุป: ความเจ็บปวดที่ต้องก้าวผ่าน

ผมเข้าใจคนที่ยังใช้ XP อยู่ในตอนนี้ว่า ใจจริงก็อยากเปลี่ยนแหละนะ แต่ติดขัดว่าต้องจ่ายเงินเพิ่ม (ซื้อคอมใหม่หรือไลเซนส์ใหม่ และอัพเกรดแอพพลิเคชันองค์กรใหม่ในกรณีคอมองค์กร) และต้องปรับตัวฝึกการใช้งานระบบปฏิบัติการใหม่ๆ อีกมาก
แต่มันไม่มีทางเลือกครับ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ไม่ใช่เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบดั้งเดิมที่ใช้ กันไปจนพัง แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของ โซลูชันทางไอที ที่มีต้นทุนค่าบำรุงรักษาอยู่ตลอดเวลา วันนี้ได้เวลาควักเงินอีกก้อนเพื่อต่ออายุโซลูชันสำหรับอีก 5-10 ปีข้างหน้าแล้ว
นาฬิกานับถอยหลังไปเรื่อยๆ แล้วครับ
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: mk

“ผมไม่ได้ทำเพื่อเงิน!” คำสารภาพจาก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook

“ผมไม่ได้ทำเพื่อเงิน!” คำสารภาพจาก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง 

ตั้งแต่ Facebook จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นมานั้น เชื่อว่าหลายๆคนคงสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างของ Facebook ซึ่งหนึ่งในเรื่องหนึ่งที่หลายคนหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นก็คงหนีไม่พ้นโฆษณาที่โผล่เต็มหน้า News feed และการปรับเปลี่ยนการแสดงผลบน News feed ที่ส่งผลให้นักการตลาดที่ดูแลแฟนเพจต่างๆพากันบ่นอุบถึงความ เขี้ยว ของ Facebook ที่ดูเหมือนจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้แบรนด์ต้องยอม จ่ายเงิน ซื้อโฆษณาในที่สุด
อย่างไรก็ตาม มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก บิดาผู้ก่อตั้ง Facebook ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับทาง Wall Street Journal ว่าทุกสิ่งที่ตนทำลงไปนั้นไม่ใช่เพราะเห็นแก่เงิน แต่ที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ระดับราคาหุ้นของ Facebook สูงนั้นเป็นเพราะนั่นเป็นกลยุทธ์ที่จะรักษาพนักงานที่เก่งๆเอาไว้ให้อยู่กับบริษัทต่อไปได้ เพราะใครๆก็คงอยากจะทำงานในองค์กรที่มีผลกำไรดี
หลายปีก่อนหน้านี้ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เคยยึดมั่นมาตลอดว่าจะไม่มุ่งเน้นการสร้างกำไรมหาศาล แต่ตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มจำนวนสมาชิกผู้ใช้งาน Facebook ให้ได้หนึ่งพันล้านคน ซึ่งในขณะนั้น ผู้ใช้งาน Facebook ส่วนใหญ่ใช้ Facebook ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ Desktop โฆษณาในตอนนั้นจะปรากฎอยู่ทางด้านขวาของหน้าจอ จนกระทั่งสถานการณ์เปลี่ยนไป เมื่อผู้คนหันมาใช้โทรศัพท์มือถือในการเล่นอินเตอร์เน็ทกันมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของ Facebook เป็นอย่างมาก เพราะมันเป็นเรื่องยากลำบากที่จะใส่โฆษณาไว้ด้านข้างเมื่อเปิด Facebook ดูจากหน้าจอเล็กๆอย่าง Smartphone
เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ท้ายที่สุด Facebook จึงต้องปรับให้แสดงโฆษณาบนหน้า News feed อย่างเช่นทุกวันนี้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้หุ้น Facebook เติบโตถึง 105% ในปีที่แล้ว ในขณะที่หุ้นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทั่วไปในตลาดหุ้น Nasdaq เติบโตเฉลี่ยแค่ประมาณ 38%
แม้ว่าในปัจจุบัน มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก จะกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงใช้ชีวิตแบบสมถะเหมือนที่เคยเป็นมา ยังคงใส่กางเกงยีนส์กับเสื้อเชิ้ตง่ายๆ และขับรถ Volkswagen GTI (ราคาประมาณ 9 แสนบา) ไปทำงาน เมื่อปีที่ผ่านมา มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กก็ได้บริจาคหุ้น Facebook 18 ล้านหุ้น มูลค่า 990 ล้านดอลล่าร์หรือเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ให้กับมูลนิธิซิลิคอน แวลลีย์ คอมมิวนิตี้ จนติดอันดับเศรษฐีใจบุญที่สุดจากการจัดอันดับของหนังสือพิมพ์รายปักษ์ The Chronicle of Philanthropy
ผมแทบคลั่งทุกครั้งเมื่อเห็นคนเขียนด่าว่า Facebook ทุกวันนี้กำลังทำทุกอย่างเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กล่าว
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นนั้นไม่ใช่ประเด็นเล็กน้อยที่ผู้บริหารบริษัทมหาชนจะมองข้ามได้ เมื่อก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นแล้ว บริษัทก็กลายเป็นของผู้ถือหุ้นทุกคน ไม่ได้อยู่ในมือของผู้บริหารไม่กี่คนอีกต่อไป หลายครั้งบริษัทเหล่านี้จึงไม่มีอิสระที่จะคิดค้นหรือพัฒนาอะไรแปลกๆใหม่ๆได้ เหมือนดังที่สุดท้ายบริษัท Dell เองก็ตัดสินใจถอนตัวจากตลาดหุ้น เพื่อที่จะสามารถควบคุมบริหารงานได้อย่างอิสระ ตราบใดที่ Facebook ยังคงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อที่จะอยู่รอดได้ต่อไปเช่นกัน
อ้าอิงจาก HuffingtonPost
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

Fanpage “Selfie Game 2014” เทรนด์ถ่ายรูป ฮา เสียว หลุดโลก

Fanpage เทรนด์ถ่ายรูป ฮา เสียว หลุดโลก

กลายเป็นเทรนด์ถ่ายรูปฮิตใหม่ล่าสุด.......ของวัยรุ่นฝรั่งไปแล้วสำหรับการถ่ายแบบให้ออกแนวพิลึก พิลัน ดูอึ้งป่นเสียว ที่เรียกว่า #Selfie Game 2014 วันนี้ทีมงาน Sanook! Hitech เลยขอนำเสนอภาพพวกนั้นแก่เด็กไทยบ้าง เผื่อเราจะมีอะไรเด็ดๆ กว่าเค้า ลองดูนะครับ แล้วนำมาประชันกันบนโลกโซเชียล
ฮิตหรือไม่ฮิตดูเองกันดีกว่า เพราะตอนนี้นั้น Fan Page Selfie Game 2014 มียอด Like ทะลักไปที่ 5 หมื่นกว่าแล้ว
พูดง่ายๆ Selfie Game 2014 เป็นการถ่ายภาพของตัวเองหน้ากระจกแอ็คชั่นสารพัดท่า ให้ได้ออกมาเพี้ยนที่สุด เอาแบบหลุดโลกไปเลยก็ดี เรียกได้ว่ารูปใคร ฮาจริง เสียวจริง แถมหลุดโลกก็เอาคะแนนกันไปได้เลยครับ!!
ที่มา: www.flashfly.net, thechive.com, FunnySelfiesWTF

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

iPhone 6 อาจใช้ชื่อ iPhone Air บางเพียง 6 มิลลิเมตรเท่านั้น!!

 อาจใช้ชื่อ iPhone Air บางเพียง 6 มิลลิเมตรเท่านั้น!!

ยังคงมีรายงานข่าวลือออกมาให้เห็นกันอย่างต่อเนื่องกับ iPhone รุ่นใหม่ที่เตรียมเปิดตัวในปี 2014 โดยล่าสุดได้มีรายงานข่าวออกมาจากสำนักข่าว ET News ในประเทศเกาหลี ที่ได้ออกมาเผยรายงานข่าวลือล่าสุดว่า iPhone 6 ที่จะเปิดตัวในปี 2014 นี้จะมีการใช้ชื่อรุ่นว่า iPhone Air และมีความบางเพียง 6 มิลลิเมตรเท่านั้น โดยเมื่อเทียบกับ iPhone รุ่นก่อนๆจะเห็นได้ว่าบางลงกว่าเดิม อย่าง iPhone 5s และ iPhone 5 ที่มีความบาง 7.6 มิลลิเมตร , iPhone 5c ที่มีความบาง 8.97 มิลลิเมตร , iPhone 4s ที่มีความบาง 9.3 มิลลิเมตร และ iPhone 3GS ที่มีความบาง 12.3 มิลลิเมตร นั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้น iPhone Air รุ่นใหม่จะมาพร้อมกับวัสดุที่เป็นโลหะ และคาดว่าน่าจะมีการเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายนอีกด้วย
ที่มา - bgr
สนับสนุนเนื้อหา: www.flashfly.net
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

กสท.รับรองผลการประมูล ′ทีวีดิจิทัล′ แล้ว ดีเดย์! 1 เม.ย.นี้ออกอากาศทางการ 4 จังหวัด

กสท.รับรองผลการประมูล ′ทีวีดิจิทัล′ แล้ว ดีเดย์! 1 เม.ย.นี้ออกอากาศทางการ 4 จังหวัด

กสท.รับรองผลการประมูลทีวีดิจิทัลแล้ว 1 เม.ย.นี้ เตรียมออกอากาศอย่างเป็นทางการ 4 จังหวัด กรุงเทพฯ นครราชสีมา เชียงใหม่ และสงขลา จากนั้น 1 มิ.ย. ครอบคลุม 11 จังหวัด 10 ล้านครัว เรื่องคูปองส่วนลด เซต ทอป บ็อกซ์ ต้องหารืออีกครั้ง แนะประชาชนซื้ออุปกรณ์สังเกตโลโก้ น้องดูดี ดูได้แน่นอน
ที่มาของภาพประกอบ: www.it24hrs.com

ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)พ.อ.ดร.นทีศุกลรัตน์ รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.)เปิดเผยว่าที่ประชุม กสท.มีมติรับรองผลการประมูลทีวีดิจิทัลเพื่อให้บริการธุรกิจจำนวน 24ช่องซึ่งได้จัดการประมูลไปเมื่อวันที่26-27ธ.ค.56 ที่ผ่านมาโดยมอบหมายให้สำนักงานกสทช.ส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลอย่างเป็นทางการในขณะเดียวกันจะนำรายชื่อผู้ชนะทั้งหมดประกาศผ่านเว็บไซต์สำนักงานกสทช.(www.nbtc.go.th)เพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนทราบ
ทั้งนี้ กสท.ได้รับการยืนยันจากผู้ประกอบการโครงข่าย4รายประกอบด้วยสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก,บริษัทอสมท จำกัด (มหาชน),กรมประชาสัมพันธ์และ ไทยพีบีเอสว่าจะเปิดให้บริการทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินนำร่อง11จังหวัดได้แก่ วันที่ 1เม.ย.57 ครอบคลุม4จังหวัดคือ กรุงเทพฯ นครราชสีมาเชียงใหม่ และสงขลา วันที่1พ.ค.57 ครอบคลุมเพิ่ม3จังหวัดคือ อุบลราชธานี สุราษฎร์และระยอง วันที่ 1มิ.ย.57 เพิ่มอีก4จังหวัดคือ สิงห์บุรี สุโขทัย ขอนแก่นและอุดรธานี ซึ่งจะครอบคลุมจำนวนประชากร50%หรือประมาณ10ล้านครัวเรือนจากจำนวนประชากร 22ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ
การรับชมทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน24ช่องผ่านเสาอากาศแบบหนวดกุ้งและก้างปลาจะเกิดขึ้นในเดือนเม.ย.นี้ในขณะเดียวกันหากช่องใดมีความพร้อมออกอากาศตั้งแต่เดือนก.พ.สามารถทำได้แต่เป็นการรับชมผ่านทางเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมตามหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไปหรือ มัสต์ แครี่ ที่กสท.กำหนดให้ฟรีทีวีต้องเข้าถึงทุกแพลมฟอร์มพ.อ.ดร.นทีกล่าว
พ.อ.ดร.นทีกล่าวต่อว่าสำหรับการสนับสนุนคูปองส่วนลดกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลหรือเซต ทอป บ็อกซ์สำหรับใช้กับทีวีรุ่นเก่าเบื้องต้นได้กำหนดราคาไว้ที่690บาทซึ่งคำนวนจากราคาเริ่มต้นการประมูล24ช่องหารจำนวนประชากรครัวเรือนทั่วประเทศ22ล้านครัวเรือนแต่ราคาอาจปรับเพิ่มขึ้นได้หลังจากราคาประมูลที่ได้สูงกว่าราคาเริ่มต้นมากซึ่งต้องมีการพิจารณาอีกครั้งสำหรับประชาชนที่จะรับชมทีวีดิจิทัลสามารถหาซื้อทีวีและเซตทอป บ็อกซ์ได้แล้วเนื่องจากปัจจุบันมีเซตทอป บ็อกซ์ ที่ได้รับใบอนุญาตรวม19 รุ่นและทีวีดิจิทัลที่มีจูนเนอร์แบบบิวต์-อินในตัวเครื่องระบบดีวีบี ที 2ได้รับใบอนุญาตแล้วรวม80รุ่นโดยขอให้สังเกตสัญญาลักษณ์โลโก้น้องดูดี ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นที่ผ่านการรับรองจากกสท.สามารถรับชมทีวีดิจิทัลได้
อย่างไรก็ตาม การออกอากาศทีวีอะนาล็อกจะคู่ขนานไปกับระบบดิจิทัลไปอีกระยะเวลาหนึ่งเพื่อให้ประชาชนผู้รับชมได้รับบริการเหมือนเดิมและไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆโดยให้มีเนื้อหาและผังรายรายการเดิมทุกประการไว้จากนั้นในปี2558จะพิจารณายุติการออกอากาศในระบบอนาล็อกซึ่ง ช่อง5ช่อง7ช่อง11 อสมทและไทยพีบีเอสจะต้องส่งแผนการยุติการออกอากาศระบบอะนาล็อคให้กสท.ไม่เกินก.ค.2557นอกจากนี้จะเชิญผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล24ช่องมาร่วมเป็นคณะอนุกรรมการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าถึงทีวีดิจิทัลอีกทางหนึ่งด้วย
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

10 แนวโน้มสุดฮอต สมาร์ทโฟนเปลี่ยนโลก

มีการทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง สำหรับ อีริคสัน คอนซูเมอร์แล็บ ล่าสุดเปิดเผยถึง 10 แนวโน้มสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2557 และอนาคตมากกว่า 15 ปีที่ อีริคสัน คอนซูเมอร์แล็บ ทำการวิจัย สำรวจคุณค่า พฤติกรรม และแนวทางการใช้งานของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ และบริการด้านไอซีทีด้วยการสัมภาษณ์ผู้คนในแต่ละปีมากกว่า 100,000 คน ในกว่า 40 ประเทศ และ 15 เมืองใหญ่
ไมเคิล บียอน หัวหน้าฝ่ายวิจัย อีริคสัน คอนซูเมอร์แล็บ กล่าวว่า แนวโน้มที่สำคัญที่สุดที่สังเกตเห็นได้ คือ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในแอปพลิเคชั่น และบริการที่ครอบคลุมในหลายอุตสาหกรรมและหลายภาคส่วนของสังคม ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตประจำวันได้10 แนวโน้มที่ว่ามีดังนี้
1.แอป กำลังเปลี่ยนสังคมของเรา
การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของสมาร์ทโฟนทั่วโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีการสื่อสารและใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีการใช้สมาร์ทโฟนเพื่อประโยชน์ที่หลากหลายมากขึ้น และมีคนจำนวนมากที่กำลังแสวงหาแอปพลิเคชั่นเพื่อใช้ในหลายภาคส่วนหรือรูปแบบต่าง ๆของการใช้ชีวิตในสังคม ตั้งแต่การจับจ่ายซื้อของและสถานรับเลี้ยงเด็ก ไปจนถึงการสื่อสารกับหน่วยงานต่าง ๆ แอป กลายเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าชนิดของมือถือที่ใช้เสียอีก
2.ร่างกายเป็นรหัสผ่าน (Password) รูปแบบใหม่
เว็บไซต์ต่าง ๆ เริ่มขอรหัสผ่าน (Password) ที่ยาวขึ้น ประกอบไปด้วยตัวเลข ตัวอักษร และสัญลักษณ์อื่นจนทำให้แทบจำไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดความสนใจในการใช้เทคโนโลยีด้านชีวภาพเข้ามาทดแทน เช่น จากงานวิจัยพบว่า 52% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนต้องการใช้ลายนิ้วมือมากกว่ารหัสผ่าน และ 48% สนใจใช้การสแกนดวงตาเพื่อปลดล็อกหน้าจอ โดยรวมแล้วกว่า 74% เชื่อว่า สมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีด้านชีวภาพจะกลายเป็นกระแสหลักในปี 2557 และอนาคต
3.การวัดค่าต่าง ๆ ของร่างกาย
ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ จำนวนก้าว เป็นเพียงตัวอย่างการเริ่มต้นของสิ่งที่พวกเราต้องการวัดค่าจากตัวเราเอง โดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือ และอิงจากข้อมูลที่สร้างขึ้นเอง เพียงแค่เริ่มใช้แอปเพื่อบันทึกกิจกรรมที่ทำจะช่วยให้เข้าใจตนเองดีขึ้น และมีการพัฒนาแอปใหม่ ๆ ที่วัดค่ากิจกรรมต่าง ๆ อีกมาก
โดย 40% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟน ใช้โทรศัพท์บันทึกข้อมูลกิจกรรมการเคลื่อนไหว และกว่า 56% ต้องการวัดความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจโดยการใช้แหวนที่สวมใส่อีกด้วย
4.ความคาดหวังว่าจะมีอินเทอร์เน็ตทุกที่ (Internet Everywhere)
ประสบการณ์ในการใช้อินเทอร์เน็ตยังไม่สามารถเทียบเท่าบริการโทร.ในรูปแบบวอยซ์ (Voice Service) ที่น่าสนใจก็คือ ผู้ใช้สมาร์ทโฟนต่างตระหนักแล้วว่า จำนวนแท่งวัดความแรงของสัญญาณบนหน้าจอโทรศัพท์ไม่อาจเป็นเครื่องชี้วัดว่าจะได้รับบริการดาต้าหรืออินเทอร์เน็ตที่ดีได้ เนื่องจากแท่งวัดดังกล่าวอาจดีเพียงพอสำหรับบริการวอยซ์ แต่ไม่ดีพอสำหรับบริการอินเทอร์เน็ต จากการสำรวจเราพบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อประสบการณ์ในการใช้อินเทอร์เน็ตบนรถไฟใต้ดินต่ำที่สุด
5.สมาร์ทโฟนช่วยลดความแตกต่างทางดิจิทัล
การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในระดับโลกถือว่าไม่เพียงพอและทั่วถึง ทำให้เกิดความแตกต่างในการเข้าถึงบริการดิจิทัล หรือที่เรียกว่า The Digital Divide การมีสมาร์ทโฟนราคาย่อมเยาย่อมหมายถึงการที่ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาแพงในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป ผู้ใช้โดยรวม 51% ทั่วโลกรู้สึกว่าโทรศัพท์มือถือคือการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุด และสำหรับคนจำนวนมากมันได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต
6.ประโยชน์ของบริการออนไลน์มีมากกว่าความเสี่ยง
จากการที่อินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกำลังแสดงผลให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น โดย 56% ของผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน มีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy Issues) แต่ก็แค่ 4% เท่านั้นที่กล่าวว่าจะใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลง ผู้บริโภคมักเลือกใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ เช่น เพิ่มความระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์มากขึ้น เป็นต้น
7.วิดีโอออนดีมานด์
แม้จะมีสื่อวิดีโอให้เลือกมากขึ้น แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกด้วยตนเองน้อยลง โดยในความเป็นจริงแล้วเพื่อนของเรามีผลอย่างยิ่งต่อการเลือกรับชมสื่อวิดีโอต่าง ๆ ของเรา โดยที่พบว่า 38% ของผู้ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า พวกเขาชมวิดีโอคลิปที่เพื่อนแนะนำอย่างน้อยหลายครั้งต่อสัปดาห์ นอกจากนั้นเพื่อนของเรายังมีผลต่อการเลือกอ่านบล็อกและการเลือกฟังเพลงอีกด้วย
8.ต้องการความชัดเจนในการใช้ดาต้า
ผู้บริโภคโดยรวมกว่า 48% เลือกใช้แอปเพื่อเข้าใจลักษณะการใช้ดาต้าของตนให้ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ 41% ต้องการเพียงจะทราบว่าพวกเขาใช้ดาต้าไปเท่าไร โดย 33% ต้องการความมั่นใจว่าพวกเขาได้รับบิลหรือคิดเงินอย่างถูกต้อง และ 31% ไม่ต้องการใช้ดาต้าเกินค่าที่จำกัดไว้โดยผู้ให้บริการเครือข่าย งานวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่า ผู้ใช้สมาร์ทโฟนนิยมใช้แอปเพื่อวัดความเร็วของสัญญาณเชื่อมต่อเป็นประจำอีกด้วย
9.เครื่องวัดเซ็นเซอร์ในสถานที่ต่าง ๆ
จากการที่บริการอินเทอร์เน็ตแบบอินเตอร์แอ็กทีฟ (Interactive Internet) กลายเป็นเรื่องธรรมดา ผู้บริโภคเริ่มคาดหวังเพิ่มขึ้นว่า สภาพแวดล้อมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของพวกเขาก็ควรได้รับการตรวจสอบด้วย โดยเกือบ 60% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนเชื่อว่า ภายในปี 2559 เซ็นเซอร์จะถูกนำมาใช้ในเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่บริการด้านสาธารณสุข และการคมนาคมขนส่งสาธารณะ ไปสู่รถยนต์ บ้าน และสถานที่ทำงานของพวกเรา
10.ความสามารถในการเล่น หยุด และเล่นต่อในที่อื่น ๆ ได้
จากการสำรวจพบว่า 19% ของการใช้บริการสตรีมมิ่งเกิดขึ้นบนมือถือหรือแท็บเลต แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม โดยมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนสถานที่รับชมโทรทัศน์ไปมาให้เข้ากับชีวิตประจำวัน เช่น พวกเขาอาจเริ่มต้นรับชมสื่อที่บ้าน หยุดไว้แล้วดูต่อในขณะที่กำลังเดินทางไปทำงาน เมื่อมีการเปลี่ยนสถานที่ในลักษณะนี้จึงมักมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้รับชมด้วย
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

iPhone รุ่นเก่าเก๋าได้ใช้ iOS 7 … ?

iPhone รุ่นเก่าเก๋าได้ใช้  … ?

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าปัจจุบันนี้ยังมีท่านผู้อ่านรายใดที่ยังใช้ iPhone รุ่นเก่าเก๋าอยู่บ้าง หากท่านที่กำลังใช้อยู่อาจรู้สึกเสียดาย (บ้าง) ที่ไม่มีโอกาสได้ทดลองใช้ระบบปฏิบัติการใหม่เอี่ยมอย่าง iOS 7 แต่อย่างไรก็ตามแฮกเกอร์กลุ่มหนึ่งได้พัฒนาเฟิร์มแวร์สำหรับ iPhone รุ่น 2G จนถึง 3G เพื่อให้อุปกรณ์รุ่นเก๋าสามารถใช้ iOS 7 ได้แล้ว
แฮกเกอร์กลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “whited00r” ได้คิดค้นและพัฒนาเฟิร์มแวร์ชนิดหนึ่งขึ้นมา โดยเป็นการนำคุณลักษณะบางอย่างใน iOS 7 มาปรับเปลี่ยนเพื่อให้มันสามารถใช้งานร่วมกับ iPhone 2G และ 3G ได้ ซึ่งการพัฒนาเฟิร์มแวร์ชนิดนี้เป็นการเลียนแบบบางส่วนของ iOS 7 เช่น ลักษณะไอคอน, อินเตอร์เฟสของแอพกล้อง, ระบบ Multitasking และทางลัดอย่าง Control Center เป็นต้น
ios
นอกจาก iPhone 2G และ 3G แล้ว แฮกเกอร์กลุ่มนี้ยังพัฒนาเฟิร์มแวร์ให้รองรับกับ iPod Touch 1G และ 2G ด้วย ซึ่งท่านผู้อ่านท่านใดที่ยังมี iPhone หรือ iPod Touch รุ่นเก่าเก๋าไว้ในครอบครอง หากอยากลองอะไรใหม่ๆ ภายใต้ความคลาสสิกล่ะก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดและชมวิธีติดตั้งได้ที่ http://www.whited00r.com/
สนับสนุนเนื้อหา: Arip