วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทำไมตึก กสท บางรัก ไฟดับแล้วทำให้ระบบเน็ตป่วนทั้งประเทศ

ทำไมตึก กสท บางรัก ไฟดับแล้วทำให้ระบบเน็ตป่วนทั้งประเทศ

อาคาร กสท บางรัก (อาคาร 30 ชั้นติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา) เป็นอาคารโทรคมนาคม และเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายในประกอบด้วย
  • บริษัท Internet Data Center เปิดพื้นที่ให้บริการรับฝากวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และให้บริการเชื่อมต่อโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไปพร้อมๆ กัน
  • ศูนย์แลกเปลี่ยนเส้นทางอินเทอร์เน็ตภายในประเทศไทยหลัก ของ กสท (CAT NIX)
  • ศูนย์แลกเปลี่ยนเส้นทางอินเทอร์เน็ตต่างประเทศหลัก ของ กสท (CAT THIX หรือเรียกอีกชื่อว่า IIG)
  • ระบบการเชื่อมต่อการสื่อสารผ่านสายใยแก้วนำแสง (fiber optic) ของบริษัทโทรคมนาคม (ทั้งอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ และโทรศัพท์มือถือ) เกือบทุกรายในประเทศ
  • มหาวิทยาลัย ศูนย์การศึกษา สำนักงาน และส่วนพื้นที่ให้เช่าอื่นๆ (มีกระทั่งถ่ายทำละครในอาคารนี้ด้วยนะ!)
อาคารมีระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานครบครันสำหรับการเปิดให้บริการศูนย์ข้อมูลระดับ 4 อยู่แล้ว ซึ่งมีข้อบังคับว่าจะต้องมี
  • ระบบไฟฟ้าหลัก จากอย่างน้อย 2 โรงไฟฟ้า
  • ระบบสำรองไฟฟ้า (UPS)
  • เครื่องปั่นไฟฟ้า
  • ระบบเชื่อมต่อเครือข่ายหลายเส้นทาง (Multiple uplinks) ผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber optic cable) -- จากข้อมูลที่มี มีสายไฟเบอร์ลากมาที่ตึกนี้ไม่ต่ำกว่า 50 เส้น (ตัวเลขเป๊ะๆ ไม่เปิดเผย)
ในการนี้ก็มีผู้ให้บริการภายนอก ที่เชื่อมต่อผ่านมายัง CAT NIX/IIG ทั้งสองรายอยู่พอสมควร (ดูข้อมูลได้จาก แผนภาพอินเทอร์เน็ตประเทศไทย) โดยมีการเชื่อมต่อภายนอกที่สำคัญๆ ประมาณนี้ครับ (ข้อมูลเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมาครับ)
  • ทรูอินเทอร์เน็ต เชื่อมต่อหา IIG 58.5Gbps (50%) ใช้เป็นเส้นทางหลักสำหรับให้บริการลูกค้าตามบ้านทั่วไป
  • Proen เชื่อมต่อไป TOT-NIX 10Gbps, TIG-DIX 5Gbps
  • Otaro เชื่อมต่อไป ทรูอินเทอร์เน็ต 10Gbps, TOT-NIX 20Gbps
  • ISSP เชื่อมต่อไป TIG-DIX 4Gbps
  • ISPIO เชื่อมต่อไป TIG-DIX 10Gbps, TOT-NIX 40Gbps
ข้อสังเกตใหญ่มากคือ ISP หลายรายไม่มีการเชื่อมต่อหากันโดยตรง หรือผ่านบริการ NIX รายอื่นเลย หลายรายยังคงพึ่งพา CAT NIX อยู่เป็นหลัก โดยมีเส้นทางผ่าน NIX รายอื่นเป็นเส้นทางสำรองขนาดเล็กเท่านั้น ดังเช่นต่อไปนี้ (ในกรอบสีแดงเป็นส่วนข้อมูลที่แสดงว่ามีการใช้งานผ่าน CAT NIX ครับ)
ภาพตัวอย่างการส่งข้อมูลจากทรูอินเทอร์เน็ต ไปยังเครือข่ายของ TOT ในสภาวะปกติ
ภาพตัวอย่างการส่งข้อมูลจาก 3BB ไปยังเครือข่ายของ TOT ในสภาวะปกติ
ส่วนการเชื่อมต่อภายในตึก เนื่องจากมีผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลอยู่หลายราย ทำให้แต่ละรายก็มีวิธี รูปแบบ ความจุ และความสามารถในการให้บริการแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ผู้ให้บริการครับ
เมื่ออาคารนี้เป็นศูนย์รวมการเชื่อมต่อทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เว็บไซต์ชื่อดังเป็นจำนวนมากเลือกที่จะเช่าพื้นที่วางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใช้งานได้เร็วที่สุด เช่น dek-d.com, manager.co.th, voicetv.co.th รวมถึงระบบโทรคมนาคมของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือหลายๆ เจ้า และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของ CAT เองด้วย
ในสภาวะปกติทางอาคารมีการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์อย่างสายไฟเบอร์ถูกตัด ตามมาตรฐานของศูนย์ข้อมูลชั้นนำทั่วไปอยู่แล้วครับ ซึ่งที่ผ่านมา (ไม่นับเหตุการณ์ที่บาง ISP ล่มเอง) ตัวอาคารเองก็ถือว่าสามารถให้บริการได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น แต่คงไม่ใช่เหตุการณ์ที่ เครื่องปั่นไฟฟ้าถูกถอดวงจรแผงควบคุม แน่นอน เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกตัด ไฟฟ้าสำรองก็อยู่ได้ไม่นาน เครื่องปั่นไฟทำงานไม่ได้ ก็ทำให้อุปกรณ์ทั้งหมดดับลงไปครับ ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ประมาณนี้ครับ
  • ระบบอินเทอร์เน็ตภายในประเทศผ่าน CAT NIX ใช้การไม่ได้ทั้งหมด (ข้อมูลจาก ISP อื่น เส้นทางที่วิ่งไปหา NIX หายจากอินเทอร์เน็ตไปเลย 100%)
  • ระบบอินเทอร์เน็ตออกต่างประเทศผ่าน CAT IIG ใช้การไม่ได้เกือบทั้งหมด (ตรวจสอบจาก ISP ต่างประเทศยังเหลือเส้นทางอยู่พอสมควร)
  • ช่องทางออกต่างประเทศของทรูอินเทอร์เน็ตตามบ้านก็ใช้การไม่ได้ไปด้วยบางส่วน ทำให้หลายๆ คนเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่างประเทศไม่ได้ไปพักใหญ่ๆ
  • อินเทอร์เน็ตของ CAT ล่มทั้งประเทศ (ระบบหลักอยู่ที่นี่)
  • บริการโทรศัพท์มือถือ my by cat ล่มเป็นวงกว้าง (น่าจะทั้งประเทศ), Truemove-H ล่มหลายพื้นที่ (เข้าใจว่ามีระบบสำคัญๆ บางอย่างที่เชื่อมต่อมาจาก CAT)
  • ศูนย์ข้อมูลที่อยู่ภายในอาคารทั้งหมดไม่สามารถให้บริการได้
  • เว็บไซต์จำนวนมาก (ตัวเลขประมาณการโดยผู้เขียนคือระดับหลักหมื่น) รวมถึงบริการบนอินเทอร์เน็ตอื่นๆ ที่อยู่ภายในอาคารไม่สามารถใช้งานได้โดยสิ้นเชิง
  • บริการ CDN ของเว็บไซต์ต่างประเทศหลายตัวไม่สามารถเข้าใช้งานได้ เนื่องจากพึ่งการส่งเส้นทางรับส่งข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต และมีการจำกัดเครือข่ายที่เข้าใช้งานไว้ แต่เส้นทางเปลี่ยนจนเกิดการส่งไปยังเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่เครือข่ายอื่นที่ไม่ได้ตั้งค่ารับการเชื่อมต่อไว้
  • การสื่อสารข้ามเครือข่ายบางส่วน (เช่น TOT กับ 3BB , TOT กับ True) ต้องวิ่งผ่านเส้นทางต่างประเทศทำให้ใช้งานได้ช้าลง หรือไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้เลย
  • หลังจากไฟฟ้ากลับมาปกติ พบว่ามีอุปกรณ์บางส่วนชำรุดเสียหาย ทำให้เสียเวลาซ่อมแซมและเปลี่ยนอุปกรณ์นานขึ้นไปอีก
ส่วนที่ไม่ได้รับผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบน้อยมากมีประมาณนี้ครับ
  • การใช้งานเว็บไซต์ต่างประเทศจากอินเทอร์เน็ตอื่นที่ไม่ใช่ทรู
  • สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือค่ายอื่นๆ
  • AIS ใช้โครงข่ายหลักของ SBN ที่เชื่อมต่อหาทุก IX อยู่แล้ว
  • Dtac มีการเชื่อมต่อสำรองผ่าน CSLoxinfo IX ที่ก็เชื่อมต่อครบทุก IX เช่นกัน
  • การใช้งานเว็บไซต์ที่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง หรืออยู่กับผู้ให้บริการรายอื่นที่มีการเชื่อมต่อหลายเส้นทาง ไม่ได้อยู่ในอาคารนี้ และไม่ได้ต้องเรียกใช้ข้อมูลจากเครื่องที่อยู่ภายในอาคาร
ทิ้งท้ายกันด้วยสิ่งที่ควรปรับปรุงหลังจากนี้ คือมาตรการรักษาความปลอดภัยเชิงกายภาพของระบบสาธารณูปโภคสำคัญสำหรับการให้บริการศูนย์ข้อมูล ไม่ควรให้ใครเข้ามาตัดระบบได้ง่ายๆ แบบครั้งนี้ครับ
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

รีวิว iPad Mini Retina Display เจ้าตัวเล็ก 64 Bit แรงทะลุโลก

รีวิว iPad Mini Retina Display เจ้าตัวเล็ก 64 Bit แรงทะลุโลก
กลับมาพบกันอีกรอบกับ Review Apple โดยผมเช่นเคยครับ ตามสัญญาที่ให้ไว้เมื่อทุกครั้งที่ผม Review ผมจะนำเอาของเล่นใหม่ๆ ของ Apple มาทำการทดสอบ และ Review ก่อนใครเป็นปกติเหมือนเดิม (แฟนเพจน่าจะทราบดี) มารอบนี้ผมมีของเล่นใหม่ที่เพิ่งจะวางจำหน่ายเมื่อเช้าที่ Apple Retail Store ฮ่องกง อย่าง iPad Mini Retina Displayมาทำการ Full Review กันดีกว่า จะได้รู้กันไปเลยว่า ระหว่าง iPad Air และ iPad Mini Retina อะไรจะเด่นกว่าและทำงานได้เหมาะสมกับคุณมากกว่า ไปชมกันครับ
อันดับ แรกบอกก่อนนะครับ เครื่องที่นำมาทำการ Review ในคืนนี้ เป็นเครื่องที่มาจากประเทศฮ่องกง และ เป็นรุ่น WIFI เท่านั้น สำหรับรุ่น 4G + WIFI จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างช้าในช่วงเดือนหน้านี้ครับ ดังนั้นไม่ต้องตกใจว่าทำไมจัดรุ่น WIFI มาทำการ Review ครับ และ iPad ไม่ว่าจะซื้อที่ใดบนโลก จะเป็นประกันสินค้าของ Apple แบบ World Wide ครับผม หมายถึงกรณีเสียหรือมีปัญหา เราสามารถรับการเคลมได้จากประเทศใดก็ได้ที่เราอยู่ครับ 
 เครื่องที่ทำการแกะมาจากกล่องจะมีพลาสติกหุ้มอยู่ที่เครื่อง เราดึงออกได้เลยครับ ซึ่งจะเป็นพลาสติกใสๆ และ ปิดด้วยกาวแบบใสเท่านั้นครับ ไม่มีสก็อตเทปนะ ถ้ามีเครื่องบิ้วลงกล่องขายใหม่ครับ 
 อุปกรณ์ในกล่องมาแบบการจัดวางตำแหน่งต่างๆเหมือนเดิมทุกชิ้นครับ 
 ในกล่องของ iPad Mini Retina จะมีอุปกรณ์มาตรฐานติดมากับกล่องมีดังนี้, ปลั้กไฟแบบ 3 ขา 1 ชิ้น (ยกเว้นประเทศไทย และ US ที่จะเป็นแบบ 2 ขา) , ปลั้กไฟแบบ 10w 1 ชิ้น, สาย Lightning 1 เส้น, กล่อง และคู่มือบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษสีขาว, สำหรับรุ่น 4G WIFI จะมีเข็มสำหรับเอาถาดซิมออก อีก 1 อันบรรจุอยู่ด้านใน และ iPad Mini Retina รุ่น 4G WIFI จะใช้ซิมแบบ Nano Sim ครับ 
 พาไปชมรอบๆตัวเครื่องก่อนครับพร้อมอธิบายสเปคของ iPad mini Retina Display ครับ หน้าจอถูกยกระดับเปลี่ยนมาใหม่เป็นแบบ Retina Display ขนาดหน้าจอ 7.9 นิ้ว มีความระเอียดที่ 2048 x 1536 มีความระเอียดต่อ 1 Pixel 326 เป็นแบบมัลติทัช พร้อมเทคโนโลยี IPS (ความระเอียดเท่า iPad Air แต่ต่อ 1 Pixel ชนะ iPad Air ไปกว่า 100 PPI )
 เรื่องขนาดและน้ำหนักโดยรวม iPad mini Retina Display มีขนาด กว้าง x ยาว x สูง วัดได้ 200 x 134.6 x 7.5 มิลลิเมตร (บางกว่ารุ่นก่อนแค่ 0.3 มิลลิเมตร) น้ำหนักรวม 331 กรัม วัสดุฝาหลังยังคงเหมือนรุ่นเดิม  
 ตัวลำโพงยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม และเป็นลำโพงแบบ Stereo แล้วครับ พร้อมด้วยช่องสำหรับสาย Lightning อยู่ตำแหน่งเดิม
 ตำแหน่งของสวิทซ์ต่างๆ บนเครื่องยังอยู่ตำแหน่งเดิม และคงรูปแบบเดิมไว้ทั้งหมดทุกมุมครับ 
 ช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 และสวิตซ์ปิดเปิดเครื่องอยู่บริเวณด้านบนของเครื่องครับ 
 กล้องหลังความระเอียด 5MP มีระบบ Autofocus  , และจับใบหน้าอัตโนมัติ , ถ่ายรูปความคมชัดสูงด้วย HDR Mode และ บันทึก VDO ที่ความระเอียด 1080P , ซูมได้ 3 เท่า กล้องถูกพัฒนาขึ้นให้มีการจับภาพที่ลด Noise ในภาพออกไปทำให้ได้ภาพที่ใส และ สะอาดตากว่ารุ่นแรกถึง 2 เท่า ถ่ายในทีมืดได้ดีกว่าเดิม 
 กล้องหน้าความระเอียดระดับ 1.2MP มีระบบ Autofocus  , และจับใบหน้าอัตโนมัติ , และ บันทึก VDO ที่ความระเอียด 720P  
 ปุ่มโฮมไม่ใช่ระบบ Touch ID ยังคงเป็นแบบเดิมครับ ขนาดเท่าเดิม
 มาดูระบบภายในเครื่องบางครับ ตัว iPad mini Retina มาพร้อมระบบ iOS7.0.3(11B511) ใช้งานผ่านระบบ WIFI เช่น Wi-Fi (802.11a/b/g/n); dual channel (2.4GHz and 5GHz) และ MIMO สำหรับรุ่น 4G WIFI จะใช้งานผ่าน Nano Sim ได้ 4G LTE ทุกค่าย และ GSM/EDGE/3G ได้ทุกระบบบนโลกครับ 
 ทดสอบ การเล่น www ผ่าน safari ในตัวเครื่อง พบว่าการทำงานของ iOS7.0.3 และ CPU ใหม่ A7 แบบ 64 Bit ที่การประมวลผ่านสูงสุดแบบ Duel Core 1.2 Ghz ลื่นไหล และทำงานได้อย่างไม่มีติดขัดใดๆ ไม่ว่าจะพลิกจอไปทางด้านไหนก็ตาม ไปตามด้านที่เราหันในทันทีในแบบลื่นไหล และ ไม่มีสะดุดใดๆทั้งสิน (จริง 100%) 
 ทดสอบ การทำงานของ App บนเครื่องผมลองทดสอบจาก App ที่ใช้งานบน iPad อย่าง infinity Blade 3 ไม่พบปัญหาแต่อย่างใด ทำงานได้อย่างราบรื่น และ สมบูรณ์แบบเช่นเดียวกับ iPad Air แต่ความระเอียดขององค์ประกอบใน App เช่น เม็ดสี และ ภาพต่างๆ iPad Mini ทำออกมาครบกว่าครับ 
 เพื่อ ให้หายคาใจ ผมเลยนำเอาทั้ง 2 App ที่สามารถทำงานได้ทั้ง iPad , iPhone อย่าง Series 9 และ Series 9 HD ของ iPad มาให้ได้ชม และ เปรียบเทียบกันสดๆครับ
 ถ้าเป็น iPad mini รุ่นแรกไม่ว่าเราจะขยาย App อะไรก็ตามที่ไม่ใช่ App ของ iPad เราจะเจอปัญหาเช่น ตัวอักษร หรือ ราลละเอียดบน App นั้นมองแทบจะไม่ชัดเลย แต่สำหรับ iPad mini retina หมดห่วงครับ ชัดแปะไม่มีแตกครับ แม้ว่าจะขายแล้วก็ตาม และการทำงาน สามารถทำงานได้เหมือนใช้บน iPhone ทุกประการครับ
 สำหรับอันนี้คือ App สำหรับ iPad มีการเอามาใช้งานบน iPad mini retina สามารถทำงานได้เช่นเดียวกับ iPad Air , iPad With Retina Display ทุกประการครับ แต่ไม่ลดคุณภาพลงแต่อย่างใด เรียกง่ายๆว่า จะใช้ App อะไรบน  iPad mini retina ไม่ต้องกลัวหรือกังวลเรื่องของภาพแตก หรือ มีปัญหาเรื่องของตัวหนังสือหยาบแต่อย่างใดครับ
 กล้องอย่าง ที่เคยบอกเอาไว้ว่ากล้องของ iPad mini retina นั้นมีการพัฒนามาใหม่ให้มีการจับภาพที่คมชัดกว่าเดิม และ มีความสว่างและใสของภาพมากกว่าเดิม  
 กล้อง VDO ก็ถูกออกแบบมาใหม่ ทำให้ใช้งานได้ไม่ขาดตกแต่อย่างใดในเครื่องแม้แต่นิดเดียว ถ่าย VDO ความละเอียดสูงสุดที่ 1080P เท่า iPad Air ครับ และคุณภาพของภาพก็ออกมาดีมากทีเดียว
 ** สรุป **
ผมก็แปลกใจเพราะครั้งนี้ Apple ดันปล่อยให้ทั้งคู่อย่าง iPad Air และ iPad Mini Retina ออกมาในสเป็คที่เท่ากัน แตกต่างกันที่ขนาดและหน้าจอ ซึ่งถ้าวัดจากการพกพา แน่นอนว่า iPad Mini Retina ทำได้ดีกว่าเพราะน้ำหนักที่เบากว่า และ ขนาดที่พกพาง่ายกว่า ในต้องเต็มไม้เต็มมือแบบ iPad Air แต่ด้วยหน้าจอขนาด 7.9 inc ผมคิดว่าการมองอะไรที่เป็นรายละเอียดทั้งหมดในจอสามารถที่จะมองได้ครบถ้วน เช่นเดียวกัน โดยที่ไม่ต้องหว่านตาไปรอบๆ จอ และ เนื่องจากเป็นเรื่องระเอียดที่ลงลึกอย่าง PPI ที่ iPad mini retina มีการกว่า iPad Air ถึง 100 PPI มันก็อาจจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น หากสังเกตุจากองค์ประกอบภายใน App ต่างๆแล้วจะเห็นว่าผิดกันไม่มากเท่าไร ดังนั้นถ้าจะให้ตัวไหนดีกว่าตัวไหนนั้นตัดสินยาก เพราะบางคนใช้งานที่ขนาดมากกว่าความละเอียด PPI แต่บางคนก็เน้นที่ PPI และการพกพาที่ง่ายกว่าเป็นหลัก ดังนั้นผมตัดสินให้ไม่ได้ แต่ถ้ามองเรื่องของ App ก็อย่างที่ผมอธิบายไปว่ามันทำงานได้ดีทั้งคู่ไม่มีตัวไหน ด้อยกว่า หรือ อ่อนกว่าตัวไหนทั้งสิ้น
ถ้ามองในส่วนตัวของผมเอง ถ้าให้ผมเลือกว่าจะใช้ตัวไหน (แต่ผมซื้อมาแล้วนะ) ผมใช้ iPad Air ครับเพราะการทำงานและการนำเสนองานของผม เน้นให้คนอื่นดูเป็นหลัก ดังนั้นมาตรฐานหน้าจอจะต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ที่มองแล้วสบายตา แต่ถ้าผมไม่ได้เอาไปใช้ทำงานในการเสนองานต่างๆ เน้นการพกพาและใช้งานเล่นเฮฮาจาก App ต่างๆ ผมคิดว่า iPad Mini Retina เป็นตัวเลือกแรกๆที่น่าสนใจส่งท้ายปีนี้ เพราะอย่างที่บอก ขนาด+น้ำหนักการพกพา มันทำได้ดีกว่า และ หน้าจอหากมองลึกๆ (แต่บางคนไม่คิดเรื่องนี้) ก็มีส่วนด้วย ในราคาที่ถูกกว่า แต่ได้คุณภาพเท่ากัน แล้วเราจะจ่ายแพงกว่าทำ? จริงมั้ยครับ
แต่ถ้าหากเป็นคนใช้งาน Apple จริงๆจะรู้ว่าความน่าใช้ของ iPad ไม่ได้อยู่ที่หน้าจอ และ ความเร็วเป็นหลัก หรือ App ต่างๆ แต่การใช้งานหลักๆของคนที่ซื้อไปมีแค่เหตุผลหลักหลายข้อหนึ่งในนั้น คือ ไม่อยากแบก Macbook , Notebook เป็นต้น แต่ iPad ก็ไม่ได้ทำงานทั้งหมดที่ทำบน Macbook , Notebook ได้หรอกนะครับ จะต้องพึ่งพา App ที่ใช้งานช่วยด้วยเป็นหลักด้วยเช่นกัน
 จบแล้วครับ พบกันรอบหน้า Mac Pro 2013 
 ข้อมูลเฉพาะ iPad Mini Retina

App พื้นฐานที่ติดมากับ iOS 7 

App ที่เราสามารถโหลดมาใช้งานได้ฟรี ด้วย Apple ID ของเรา 

ราคา iPad Mini รุ่น WIFI ทุกความจุของประเทศไทย

ขนาดของตัวเครื่องทุกด้าน และ น้ำหนักรวม


สนับสนุนเนื้อหา: Dr.Bia

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

6 เหตุผลโดนๆ ของคนอยากเปลี่ยนโน๊ตบุ๊ค

6 เหตุผลโดนๆ ของคนอยากเปลี่ยนโน๊ตบุ๊ค

หลายต่อหลายคนเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คเป็นว่าเล่น แต่หลายคนก็เลือกเปลี่ยนกันแบบนานๆ ครั้ง เพราะอย่าลืมว่าแม้โน๊ตบุ๊คจะราคาไม่ได้แพงเหมือนในอดีตแล้วก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายหลักหมื่นกันเลยทีเดียว
โดยเหตุผลในการเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน ยิ่งโน๊ตบุ๊ครุ่นใหม่ๆ ที่ออกมา ไม่ได้มีแค่คุณลักษณะที่เน้นความเร็ว แรงหรือบางเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของฟีเจอร์ ขนาด ฟังก์ชันการใช้งาน เทคโนโลยีและเรื่องของการใช้พลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน จึงทำให้มีหลายปัจจัย ที่จะทำให้ผู้ใช้เลือกที่จะเปลี่ยนโน๊ตบุ๊กหรือซื้อโน๊ตบุ๊คใหม่ ไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ดี ลองมาวิเคราะห์กันดีกว่าว่ามีสัญญาณใด ที่จะบอกให้ทราบได้ว่า ได้เวลาเปลี่ยนโน๊ตบุ๊กตัวใหม่ได้แล้ว
1.ทำงานช้าเกินไป
เป็นเหตุผลที่ค่อนข้างเบสิคที่หลายคนเลือกนำมาใช้ เวลาที่จะเปลี่ยนโน๊ตบุ๊ค โดยยกเอาเรื่องของประสิทธิภาพมาเป็นเรื่องหลัก ซึ่งดูจะมีน้ำหนักมากทีเดียว สำหรับบางคนก็น่าเห็นใจ เพราะที่ใช้อยู่ก็นานมากแล้ว ตั้งแต่ Windows XP จนบัดนี้ก้าวไปเป็น Windows 8.1 แล้ว ก็ยังใช้งานอยู่ แม้จะใช้งานทั่วไปได้ แต่ก็ช้ามาก บางครั้งเปิดโปรแกรมก็ต้องรอกันนานเลยทีเดียว อย่างนี้ก็น่าจะได้เวลาเปลี่ยน แต่สำหรับบางกลุ่มที่เจอผลกระทบค่อนข้างมากก็คือ เกมเมอร์ เพราะแนวโน้มของเกมมีความต้องการทรัพยากรสูงขึ้นตลอดเวลา ยิ่งถ้าอยากได้ภาพเนียนๆ เฟรมเรตต่อเนื่องด้วยแล้ว บางทีเครื่องที่ใช้อยู่อาจจะไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม แต่ในกรณีนี้ถ้ายังไม่อยากเปลี่ยน ก็คงต้องลองปรับตั้งค่าต่างๆ ในการเล่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Resolution, Detail หรือ Effect ก็ยังพอเล่นไปได้อีกสักระยะ แต่ถ้าเล่นแล้วไม่สนุกได้เหมือนเดิม ก็คงต้องเปลี่ยน
2.ไม่รองรับกับอุปกรณ์ใหม่ๆ
เป็นเรื่องที่หลายๆ พอจะเข้าใจดี เพราะบางครั้งก็ส่งผลต่อศักยภาพในการทำงานอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะในเมื่ออุปกรณ์ที่ต่อพ่วงอยู่ทำงานช้า ก็ย่อมจะทำให้การทำงานช้าลงไปด้วย อย่างเช่น ปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบ USB 3.0 กันไปหมดแล้วหรือบางทีต้องไปต่อกับโปรเจกต์เตอร์ผ่านพอร์ต HDMI ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากโน๊ตบุ๊คที่มีเก่าเกินไป ไม่มีพอร์ตรองรับ ครั้นจะไปซื้ออแดปเตอร์มาต่อพ่วงก็ไม่สะดวก เพราะไม่คุ้มกัน อย่างนี้ก็เป็นเหตุผลที่น่าเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คใหม่ ก่อนที่จะไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้
 
3.เก็บไฟไม่อยู่
เรื่องสามัญของผู้ใช้โน๊ตบุ๊คหลายๆ คน ซึ่งตามจริงแล้วอาจจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มของสาเหตุความเสียหาย แต่ดูแล้วว่าน่าจะเป็นประเด็นใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุผลคล้ายกับแบตฯ มือถือเสื่อม แล้วต้องเปลี่ยนเครื่อง เลยนำเอามาเป็นเรื่องหลักที่ต้องแยกออกมาอย่างชัดเจน เพราะเรื่องของแบตฯ โน๊ตบุ๊คต้องบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ หากเสียหรือเสื่อมไป ประสิทธิภาพและการใช้งานก็จะไม่เหมือนเดิม นอกจากนี้แล้วยังส่งผลต่อการใช้งานนอกสถานที่อีกด้วย เพราะจะมาชาร์จกันบ่อยๆ ก็คงไม่สะดวกนัก แม้ว่าในท้องตลาดเวลานี้จะมีแบตฯ ทั้งแท้และเทียบให้เลือกเปลี่ยน รวมถึงมีร้านซ่อมแบตฯ โน๊ตบุ๊คก็ตาม แต่เมื่อดูสนนราคาแล้ว บางรุ่นราคา 4-5 พันบาท เปลี่ยนไปก็คงจะดูไม่คุ้มนัก ยิ่งเปลี่ยนของเทียบ ถึงจะถูก ก็ต้องมาระแวงในเรื่องของประสิทธิภาพและการเก็บประจุ สู้ซื้อโน๊ตบุ๊คใหม่ สบายใจกว่าเยอะ
4.เข้ากับการใช้งานในชีวิตประจำวันไม่ได้
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องส่วนตัว จริงๆ แล้วก็คงคล้ายกัน สิ่งที่จะกล่าวถึงก็คือ บางครั้งวิถีชีวิตคนเปลี่ยนไป บางทีโน๊ตบุ๊คที่ใช้ไม่สามารถตอบโจทย์ได้เหมือนเดิม อย่างเช่น ต้องพกโน๊ตบุ๊คเดินทางกลับบ้าน ที่เคยอยู่ใกล้ออฟฟิศ ต้องย้ายที่ไปไกล จะแบกโน๊ตบุ๊คตัวใหญ่ไปด้วยก็คงจะแย่หรือต้องทำงานนอกสถานที่บ่อย ก็ต้องเปลี่ยนเป็นโน๊ตบุ๊คที่กินไฟน้อยลง บางคนต้องการหน้าจอที่กว้างขึ้นสำหรับใช้งานที่เฉพาะเจาะจง โน๊ตบุ๊คตัวเดิมจอ 12” ก็คงไม่ตอบโจทย์นัก สาเหตุที่ควรจะต้องเปลี่ยนก็เพราะ ขึ้นชื่อว่าใช้ในชีวิตประจำวัน นั่นก็หมายถึงว่าต้องใช้อยู่ด้วยเป็นเวลานานๆ หากตอบสนองการทำงานไม่ได้ตามใจแล้ว ก็จะทำให้เสียเวลาและอาจลดประสิทธิภาพในการทำงานลง ซึ่งไม่คุ้มกันอย่างแน่นอน
5.เริ่มมีความเสียหาย
เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องทำการเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คอย่างเร่งด่วน เพราะบางอาการถ้าเสียก็จะหมายความว่าทำงานไม่ได้เลย อย่างเช่น เครื่องร้อน ติดๆ ดับๆ หน้าจอแสดงผลไม่ครบ สีเพี้ยน เข้าระบบไม่ได้ ฮาร์ดดิสก์ไม่ทำงาน เพราะในเมื่อเปิดขึ้นมาทำงานไม่ได้ โน๊ตบุ๊คก็แทบจะหมดประโยชน์ในทันที ยกเว้นว่าจะเกิดอาการอย่างเช่น เห็นแรมไม่ครบ ไดรฟ์เปิดไม่ได้ พอร์ต USB เสียหรือแม้แต่ทัชแพดพัง ก็ยังพอหาอุปกรณ์มาใช้ทดแทน แต่แม้อาการหนักๆ จะซ่อมได้ก็ตาม แต่บางทีก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง ความคงทนอาจไม่เหมือนเดิมหรือมีอาการอื่นแทรกซ้อนตามมา ก็ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจได้เหมือนเดิมนั่นเอง ในข้อนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคล
6.เงินเหลือ เบื่อของเก่า
ในข้อนี้ก็ไม่ว่ากันเพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยและเงินในกระเป๋าของแต่ละคน ก็อยากให้มองว่าโน๊ตบุ๊คก็ไม่ได้ต่างไปจากอุปกรณ์ไอทีทั่วไป บางครั้งใช้มานานอาจจะอยากเปลี่ยนให้เข้ากับยุคหรือเทรนด์ที่กำลังมา รวมถึงเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการใช้งานและวิถีชีวิต แม้จะมีโน๊ตบุ๊คตัวเดิมที่ยังใช้งานได้ดีอยู่ แต่ยังพอมีกำลังทรัพย์ที่จะเปลี่ยนตัวใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถ้าซื้อไปแล้วไม่ได้เดือดร้อนหรือได้ใช้งานตามที่ต้องการจริงๆ ก็ดูจะคุ้มค่ามากทีเดียว ซึ่งบางคนก็อาจจะขายตัวเก่าหรือระบายให้กับคนใกล้ตัวไปใช้ประโยชน์ก็ยังได้ เช่นกัน
ส่วนสุดท้ายนี้ก็คงจะต้องกล่าวว่าเหตุผลบางอย่างในการเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คไม่ ได้เป็นคำตอบที่แท้จริง เพราะทุกสิ่งก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ใช้เอง ซึ่งบางทีก็ไม่ต้องมีเหตุผลมาก เพราะหลายคนใช้การตัดสินใจชั่วแวบเดียวในการเปลี่ยนโน๊ตบุ๊คก็มี แต่สิ่งสุดท้ายก็คือ ควรต้องพิจารณาอย่างจริงๆ จังๆ เพื่อให้ได้โน๊ตบุ๊คที่คุ้มกับเงินที่จ่ายไปนั่นเอง
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

Galaxy S5 เริ่มกระบวนการผลิตเดือนมกราคมนี้ มี 2 เวอร์ชั่นให้เลือก พลาสติก และ โลหะ

 เริ่มกระบวนการผลิตเดือนมกราคมนี้ มี 2 เวอร์ชั่นให้เลือก พลาสติก และ โลหะ

ETNews สื่อดังในเกาหลีใต้ ได้รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับ Samsung Galaxy S5 (S V) ว่า จะเปิดตัวทั้งหมด 2 เวอร์ชันด้วยกัน ได้แก่ รุ่นพรีเมียม ตัวเครื่องโลหะ กับรุ่นปกติ ที่เป็นพลาสติก และจะเริ่มกระบวนการผลิตได้ในเดือนมกราคม ปีหน้า
ส่วนหน่วยประมวลผลที่ใช้นั้น คาดว่า รุ่นพรีเมียม ตัวเครื่องโลหะ จะใช้ชิป Exynos 64-bit หรือ Snapdragon เวอร์ชันใหม่ล่าสุด นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับ RAM 3 GB, กล้องด้านหลัง 16 ล้านพิกเซล พร้อมเทคโนโลยี OIS, แบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh และรัน Android 4.4 KitKat
สำหรับกำหนดการเปิดตัว Samsung Galaxy S5 คาดว่า เป็นเดือนมีนาคม - เมษายน ปีหน้า - phonearena.com
ภาพหลุด ชิ้นส่วน Samsung Galaxy S5 คาด วัสดุด้านหลังจะแบบ Metallic
เว็บไซต์ต่างประเทศได้มีการเปิดเผยภาพหลุด ชิ้นส่วน ที่คาดว่าเป็นชิ้นส่วนด้านหลังของตัวเครื่อง Samsung Galaxy S5 ที่มีการเปลี่ยนจากพลาสติกธรรมดา มาเป็นแบบ Metallic โดยภาพหลุดดังกล่าวนั้นได้เผยให้เห็นโครงสร้างของตัวเครื่องบางส่วน เช่น ตำแหน่งของพอร์ต microUSB รวมถึง ช่องเชื่อมต่อชุดหูฟัง อย่างไรก็ดี ภาพดังกล่าวนั้นได้หลุดมาจากพนักงานของซัมซุงเองครับ - talkandroid.com
Samsung Galaxy S5 มาพร้อมหน้าจอ 5.3 นิ้ว ความละเอียด 2560x1440 พิกเซล
เว็บไซต์ phonearena.com ได้เผยรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับ Samsung Galaxy S5 (S V) หลังได้รับข้อมูลจาก นักวิเคราะห์ ที่เข้าร่วมงานประชุม Samsung Analyst Day เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า Samsung Galaxy S5 จะมาพร้อมหน้าจอขนาด 5.3 นิ้ว ความละเอียด 2560 x 1440 พิกเซล เลยทีเดียว
นอกจากนี้ Samsung Galaxy S5 จะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของซัมซุง ที่มาพร้อมหน้าจอความละเอียดสูงถึง 560 ppi อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ข้อมูลดังกล่าว ยังไม่ได้รับการยืนยันจากซัมซุงว่า เป็นความจริงหรือไม่ - phonearena.com
Samsung Galaxy S5 เพิ่มคุณสมบัติในการกันน้ำได้
สำนักข่าว ET News ในประเทศเกาหลีใต้ เผยว่า Samsung Galaxy S5 จะเพิ่มคุณสมบัติในการกันน้ำ กันฝุ่น แบบเดียวกับ Samsung Galaxy S4 Active นอกจากนี้ ยังเพิ่มคุณสมบัติในการกันกระแทกอีกด้วย
โดยความสามารถในการกันน้ำ กันฝุ่นนี้ เริ่มนำมาใช้บนสมาร์ทโฟนมากขึ้น อย่างเช่น Sony Xperia Z และ Sony Xperia Z1 ที่ชูจุดเด่นด้านการกันน้ำ กันฝุ่น เป็นหลัก ซึ่งแหล่งข่าวเผยว่า ถึงแม้ Samsung Galaxy S5 จะเพิ่มคุณสมบัติด้านการกันน้ำ กันฝุ่นเข้ามา ในส่วนของสเปคก็ยังคงความแรงระดับเทพ ไม่มีการดาวน์เกรดสเปคลงแต่อย่างใด
สำหรับข้อมูลดังกล่าว ยังไม่ได้รับการยืนยันใดๆ จากซัมซุง - androidcritics.com
วงในเผย Samsung Galaxy S5 เปิดตัว มกราคม ปีหน้า
สำนักข่าวแห่งหนึ่งในเกาหลีใต้ อ้างอิงข้อมูลจากวงในซัมซุง โดยเผยว่า Samsung Galaxy S5 สมาร์ทโฟนรุ่นถัดไปของซัมซุง จะเปิดตัวในเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งถือว่า เปิดตัวเร็วกว่ากำหนด เนื่องจากยอดขาย Samsung Galaxy S4 ไม่เป็นไปตามเป้า
ส่วนสเปคแบบไม่เป็นทางการของ Samsung Galaxy S5 ก็คือ มาพร้อมกับชิปเซ็ต Exynos 5430 ซึ่งเป็นแบบ 64-bit และกล้องด้านหลัง ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ให้ถ่ายรูปในที่แสงน้อยได้สว่างขึ้น ชัดขึ้ัน 8 เท่า
อย่างไรก็ดี กำหนดการเปิดตัว Samsung Galaxy S5 ยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางซัมซุงแต่อย่างใด - gsmarena.com
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ จาก Thaimobilecenter

10 อันดับ งานต้องห้ามสำหรับหุ่นยนต์

ต้องยอมรับว่า หุ่นยนต์ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยการทำงานที่รวดเร็ว ค่าแรงที่ถูกกว่า แถมยังไม่ปริปากบ่น จนหวั่นเกรงกันว่าสักวันหนึ่ง หุ่นยนต์อาจจะกวาดตำแหน่งงานดีๆ แทนมนุษย์ไปเสียหมด อย่างไรก็ดี บริษัท Silicon Valley ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมินิโซตาทำการจัดอันดับ 10 อาชีพการงานที่หุ่นยนต์ไม่มีทางแย่งงานจากมนุษย์
จะมีอะไรบ้างไปหาคำตอบพร้อมๆ กับ ทีมงาน toptenthailand กันเลยครับ
10. แผนกติดต่อสอบถามข้อมูล
อันดับ ที่ 10 ได้แก่ แผนกติดต่อสอบถามข้อมูล แม้ว่าจะมีการนำสมองกลไปใช้ตามธนาคารหรือ ร้านค้าออนไลน์ แต่ว่าความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม ภาษา อาจสร้างความอึดอัดให้กับผู้มาติดต่อเมื่อสื่อสารกับหุ่นยนต์ อีกทั้งเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา หุ่นยนต์ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ เกิดเจอแขกสติแตก ทีมงานคิดว่าหุ่นยนต์รังแต่จะสร้างปัญหาให้แก่แขกมากขึ้นเท่านั้นแหละครับ
9. ครู อาจารย์
อันดับ ที่ 9 ได้แก่ ครู อาจารย์ จริงอยู่ที่สมัยนี้จะมีการใช้วิดีโอและสื่อการสอนจาก คอมพิวเตอร์เพื่อปรับหลักสูตรการเรียนให้ดีขึ้น แต่พื้นฐาน ของนักเรียนแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน จึงต้องมีครูคอยช่วยชี้แนะ ขืนให้หุ่นยนต์มาสอน เจอเด็กเฮี้ยวๆก็ตายกันพอดี หรือเจอเด็กๆตามไม่ทันคนอื่นอีกละ (ถ้าเป็น ทีมงานคงหาเรื่องแกล้งหุ่นยนต์คุณครูทั้งวันแทนล่ะนะ ฮาฮา)
8. ช่างซ่อมบำรุงแหล่งพลังงานใหม่
อันดับ ที่ 8 ได้แก่ ช่างซ่อมบำรุงแหล่งพลังงานใหม่ ช่างซ่อมบำรุงแหล่งพลังงานใหม่ ซึ่งพลังงานทางเลือกจำพวกพลังงานและโซลาร์เซลล์นั้น ไม่สามารถใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนได้ เนื่องจากสภาพอากาศล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เอื้ออำนวยต่อเครื่องจักรกลอย่างหุ่น ยนต์ แน่นอนล่ะหุ่นยนต์ไม่ถึกเท่ามนุษย์หรอก ทีมงานรับรอง
7. สื่อสารมวลชน
อันดับ ที่ 7 ได้แก่ สื่อสารมวลชน แม้ว่าสมัยนี้ข้อมูลจะสามารถหาได้ง่ายจากคอมพิวเตอร์ แต่ตลาดงานยังคงต้องการความคิดใหม่ๆจากมนุษย์ในการเพิ่มเติมข้อมูลให้มากและ ทันสมัยขึ้น ตัวอย่างเช่น การออกแบบหน้าและการเขียนคอลัมน์ มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถออกไอเดียและความคิดเห็นที่แปลกใหม่ได้ ลองให้หุ่นยนต์ทำซิ เราก็จะได้อ่านแต่แบบเดิมๆ แพทเทิร์นเดิมๆ ทีมงานว่าน่าเบื่อตายชัก
6. นักการเมือง
อันดับที่ 6 ได้แก่ นักการเมือง อาชีพนี้เป็นตำแหน่งระดับผู้บริหารประเทศ คงไม่มีใครสมัครใจให้หุ่นยนต์เข้าร่วมประชุมระหว่างประเทศ รับมือการชุมนุม หรือกำหนดนโยบายบริหารประเทศแทนนักการเมืองอย่างแน่นอน ถ้ามีอาจจะได้เห็นภาพหุ่นยนต์โดนต่อย โดนปาของใส่ โดนอัดคลิป ก็เป็นได้
5. ผู้ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์
อันดับที่ 5 ได้แก่ ผู้ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ ยิ่งการเจริญเติมโตของเหล่าหุ่นยนต์มีมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งทำให้ความต้องการ บุคคลทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาแต่ละครั้งนั้น จะมีแต่มนุษย์เพียงคนเดียวที่สามารถเป็นผู้ป้อนข้อมูลคำสั่งเข้าไปในระบบ เพื่อออกคำสั่งให้แก่หุ่นยนต์ได้ ขืนให่้หุ่นยนต์ดูแลทั้งหมด ไม่แน่ว่าแฟนๆ อาจจะได้เห็นโลกเราเป็นเหมือนในหนังเรื่อง i-Robot ก็เป็นไปได้นะเออ
4. นักพัฒนาสิ่งแวดล้อม
อันดับที่ 4 ได้แก่ นักพัฒนาสิ่งแวดล้อม การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีจนสุดโด่งทำให้โลกต้องเผชิญหน้าและภาวะโลกร้อน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดความต้องการแรงงานคนในการคิดวิเคราะห์และวัดปริมาณ ของเสียที่ถูกปล่อยไปในแต่ละครั้งเนื่องจากงานเหล่านี้อาศัยความละเอียดและ ความชำนาญเฉพาะทางจนไม่สามารถให้หุ่นยนต์คำนวณแทนได้ และที่สำคัญหุ่นยนต์ครงไม่ได้เป็นแกนนำ หรือ ทำหน้าที่ดูแลรักโลก ให้เราได้ ยกเว้นจะเป็นเครื่องทุ่นแรงของเจ้าหน้าที่ (มนุษย์) อีกต่อหนึ่งซึ่ง ทีมงานเห็นด้วยเป็นที่สุด
3. งานดูแลเด็กและผู้สูงอายุ
อันดับ ที่ 3 ได้แก่ งานดูแลเด็กและผู้สูงอายุ แม้ว่าหุ่นยนต์จะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกแก่เด็กหรือคนชราได้ แต่สิ่งที่หุ่นยนต์ยังขาดก็คือ การใช้หัวใจในการสื่อสาร เช่น การให้กำลังใจ การเช็ดน้ำตา สิ่งเหล่านี้มีเพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถรับรู้ความรู้สึกซึ่งกันและ กันได้ ขืนให้หุ่นยนต์ทำ ตอนเด็กร้องไห้ หรือ คนแก่เศร้าใจ จะปลอบกันยังไงละเนี่ย
2. ผู้พิพากษาและทนายความ
อันดับที่ 2 ได้แก่ ผู้พิพากษาและทนายความ หัวใจของการทำงานในสายอาชีพนี้คือการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์ เพราะการตัดสินในแต่ละครั้งมิใช่ไต่ส่วนโดยใช้แค่หลักฐานและเหตุผลเท่านั้น ทว่ายังต้องอ่านความคิดของอารมณ์ของคน ซึ่งเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์ไม่สามารถอ่านได้ แถมนักโทษคงไม่ค่อยจะพอใจแน่ หากถูกตัดสินโทษโดยใช้สิ่งมีชีวิตที่ปราศจากความเห็นใจ
1. กลุ่มบริการสุขภาพ
อันดับ ที่ 1 ได้แก่ กลุ่มบริการสุขภาพ มาถึงอันดับที่ 1 ของการจัดอันดับ toptenthailand ซักที นั้นก็คือ กลุ่มบริการสุขภาพ เช่น แพทย์ พยาบาล และนักกายภาพบำบัด โดยกลุ่มอาชีพนี้ต้องอาศัยการติดต่อพูดคุย พร้อมให้การรักษาทางตรงกับผู้ป่วย อีกทั้งยังต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้ป่วยต่อละคนนั้นหายเป็น ปกติ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พบว่าหลายประเทศต่างพัฒนาหุ่นยนต์จำพวกพยาบาลและเภสัชกรเพื่อเป็นผู้ ช่วยแพทย์ในการจัดยาและดูแลผู้ป่วยที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้บางกรณี ซึ่งข้อนี้หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน
ที่มา: www.toptenthailand.com

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เพราะเหตุใด Jailbreak แล้วหมดประกัน ??

 ??

คุณทราบกันหรือไม่ การ Jailbreak iPhone , iPad มีทั้งข้อดี และ ข้อเสีย ซึ่งข้อเสียที่ว่ามีแค่ข้อเดียวคือเครื่องจะหมดประกัน แต่ไม่หมดในทันที วันนี้เราจะมาทำการรู้จัก Jailbreak ซึ่งมันคือ Tools สวรรค์สำหรับคนใช้งาน แต่มันคือสิ่งที่ Apple จะเกลียดมากเป็นพิเศษ
ย้อนกลับไปเมื่อสมัยปี 2549 ถ้าจำไม่ผิดนะ Tools Jailbreak ตัวแรกได้ถูกปล่อยออกมาสมัย iPhone2G รุ่นแรกโดยฝีมือการทำของ Geo Hot หรือพี่โฟรโด้ของเรานั้นแหละ โดยที่สมัยก่อนหน้านั้น สรรพคุณของการ Jailbreak นั้นมีมากมายคณานับมาก ทำให้หลายๆคนอยากจะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน และช่องทางลัดต่างๆให้กับเครื่อง iPhone ของท่าน
โดยที่เครื่องมือหรือการตั้งค่าใดๆ ก็ตามใน Cydia ที่ได้จากการ Jailbreak นั้น มันไม่มีติดมากับเครื่องในตอนแรก ไม่ว่าจะเป็น SB Setting , หรือ การเปลี่ยนธีม หรือ จะเป็นการแอบดาวโหลดไฟล์ต่างๆ บน Yourtube หรือจะเปลี่ยนฟอนต์ต่างๆ ซึ่งในตอนแรกๆ นั้นไม่มีมาให้ใน App Store แต่เราจะได้เครื่องเหล่านี้จากการ Jailbreak แทบจะทั้งสิ้น ทำให้คนที่เล่น iPhone สมัยนั้นต้องการความสะดวกสบายในการปรับแต่งเครื่องต่างๆ เลยหันมาทำการ Jailbreak iPhone กันสนั่นหวั่นไหวครับ เพราะความสามารถที่เครื่องสามารถทำได้มากขึ้น และ น่าใช้งานมากขึ้นนั้นเอง

แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้ได้มาโดยง่ายๆ เพราะทุกครั้งที่มีการ Jailbreak ออกมาทาง Apple จะมีการกลบด้วยการปล่อย iOS ที่สูงกว่าออกมาเพื่อป้องกันการ Jailbreak และปรับปรุงในส่วนของบัคต่างๆ บนเครื่องให้หายไปด้วย ดังนั้นทุกครั้งที่ทาง Apple ปล่อยออกมาแก้ ทางทีม Jailbreak จะไม่สามารถทำการแก้ไขให้ตัว iOS ที่สูงกว่า Jailbreak ได้ เลยทำให้หลายๆคนแอบเซ็ง  แต่ไม่เพียงเท่านั้น การ Jailbreak ยังทำให้เครื่องของคุณหมดประกันได้ด้วย แต่มันจะไม่หมดทันทีที่คุณ Jailbreak แล้ว มันจะไปหมดประกันตอนที่คุณเอาเครื่องของคุณที่ Jailbreak ไปเข้าศูนย์แล้ว ศูนย์ตรวจเจอถึงจะหมดประกันในทันที
ดังนั้นก่อนนำเครื่องที่มีการ Jailbreak ไปเข้าศูนย์เพื่อส่งซ่อมหรือเคลมควรจะทำการ Restore เพื่อเอา Jailbreakออกจากเครื่องเสียก่อน จึงจะไม่หมดประกันในทันทีครับ สาเหตุที่ Apple ไม่ชอบการ Jailbreak นั้น เพราะว่าเหมือนเรากำลัง Hack เครื่องอยู่ด้วยการติดตั้งไฟล์ที่ทาง Apple ไม่อนุญาติผ่านทาง Cydia นั้นเองครับ
และความสามารถของการ Jailbreak อีก 1 อย่างที่น่าสนใจคือ App Crack ก็หมายถึงว่า หาก App ไหนเราไม่ได้ซื้อแต่เราอยากจะโหลดมาลงเอง เราก็แค่ทำการ Jailbreak และโหลดไฟล์ App นั้นมาติดตั้งได้เอง ก็เหมือนกับการโกงไปแล้วในตัวครับ และนีั้ไม่ใช่แค่ 1 ในสาเหตุ แต่การ Jailbreak ยังทำให้ผู้ใช้งานสามารถทะลุทะลวงไปหาความลับด้วยการเปิด Row File ภายในเครื่องของ Apple เพื่อดูการออกแบบ OS ได้อีกด้วย
ถ้าพูดง่ายๆก็คือมองในแง่คนใช้ ก็อาจจะมีผลดีกับเรามากมายที่เราค้นหาได้จากใน Cydia แต่ถ้ามองถึงผลร้ายก็อย่างที่บอกครับ มันไม่เลวร้ายอย่างที่ทุกคนกลัวกับการหมดประกัน เพียงแต่ว่าเราจะต้องใช้มันให้คุ้มและเป็นครับ ถึงจะน่าใช้งานครับ
สนับสนุนเนื้อหา: Dr.Bia

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สรุปบรรยากาศงาน เปิดโลกไอที พลิกสู่ชีวิตที่ดีกว่า ครั้งที่ 2 “Gear up to 4G”

สรุปบรรยากาศงาน เปิดโลกไอที พลิกสู่ชีวิตที่ดีกว่า ครั้งที่ 2 “

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทางทางทีมงาน Sanook! Hitech ได้รับเกียรติได้เข้าร่วมงาน “เปิดโลกไอทีพลิดสู่ชีวิตที่ดีกว่า ครั้งที่ 2 GEaR UP TO 4G ณ ลาน Grand Hall ห้างสรรพสินค้า Siam Discovery Center  ภายในงานมีทั้งงานสัมมนาเกี่ยวกับไอทีโทรคมนาคมที่น่าสนใจ มากมาย เอาเป็นว่าไปดูกันดีกว่าครับยบรรยากาศในงานเป็นยังไงกันบ้าง!!
DSC_0105
ขอขอบคุณทุกท่านที่ไปร่วมงาน “เปิดโลกไอทีพลิดสู่ชีวิตที่ดีกว่า ครั้งที่ 2 GEaR UP TO 4G ณ ลาน Grand Hall ห้างสรรพสินค้า Siam Discovery Center  เมื่อวันที่ 23-24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งภายในงานมีทั้งงานสัมมนาเกี่ยวกับไอทีโทรคมนาคมที่น่าสนใจ ตลอดจนการแสดงมินิคอนเสิร์ต การเต้น cover dance สไตล์เกาหลี  นิทรรศการวิวัฒนาการด้านโทรคมนาคม จาก 1G สู่เทคโนโลยีแห่งอนาคตคือ LTE-A (4.5G)   ใครที่ไม่ได้มาเดี๋ยวมาลองชมบรรยากาศภายในงานกัน
photo
เริ่มต้นที่จุดแรกคือนิทรรศการวิวัฒนาการ โทรศัพท์มือถือ  1G-4G ซึ่งจะแสดงหน้าตามือถือในอดีต ที่มีขนาดใหญ่ต้องถือแบกไป จนถึงมือถือแบบมีเสายาวๆ ในช่วงนั้นไม่มีอะไรที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและใช้ data เลย การส่งสัญญาณในรูปแบบ Analog อยู่ จนไปถึงเทคโนโลยี 3G ที่ตอนนี้ประเทศไทยได้ใช้คลื่น 3G 2100 MHz มาตรฐานสากลเรียบร้อยแล้วในปีนี้ และแถมยังมี 4G LTE 2100 MHz ให้คนไทยได้ใช้บริการความเร็วที่สูงขึ้นด้วย แต่ก็ยังใช่ว่า 4G LTE ได้ใช้ทุกค่าย และยิ่งคลื่น LTE ที่คนทั่วโลกใช้ ส่วนใหญ่ก็คือ คลื่น 1800 MHz แต่ กสทช.มองไกลกว่านั้น เตรียมประมูล เทคโนโลยียุคใหม่ LTE-Advanced หรือเรียกเล่นๆว่า 4.5G  เลย ซึ่งจะได้จากการหมดสัมปทานคลื่น 900 MHz จาก AIS ที่จะหมดสัมปทานปีหน้า และ คลื่น 1800 MHz ที่ truemove และ DPC หมดสัมปทานแล้วเมื่อกันยายนที่ผ่านมา มาประมูลเป็นเทคโนโลยี 4.5 G กัน คาดว่าถ้าไม่ขัดต่อกฎหมายอื่นใดๆ จะสามารถจัดประมูล 4.5G ภายในเดือนกันยายน 2557   โดยนิทรรศการนี้ ยังสามารถใช้สมาร์ทโฟนที่ลงแอพ QR CODE Reader มาสแกน QR CODE เพื่อฟังเสียงบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีในยุคต่างๆได้ด้วย!
page3
page2
นอกจากนี้ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนในกิจการโทรคมนาคม กสทช. หรือที่คุณได้รู้จักกับ Callcenter 1200 ปกติแล้ว คุณจะสามารถได้คุยกันผ่านทางโทรศัพท์แค่เสียงเท่านั้น แต่ในงานนี้คุณจะได้คุยกับเจ้าหน้าที่ กสทช.แบบเห็นหน้าคุยกันได้ ด้วย Google Hangout รองรับทั้งทางคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต เรียกได้ว่า หากคุณเจอปัญหาด้านโทรคมนาคม แจ้งแบบให้เจ้าหน้าที่เห็นปัญหากันจะจะ คุณสามารถใช้ช่องทาง Hangout ในการร้องเรียนได้เลย และได้เห็นหน้าตาเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน จาก กสทช. ด้วย
gear-up-to-4g-it24hrs-pic-06
มา ส่วนที่ 3 คือบูธผู้สนับสนุนต่างๆ เริ่มจาก dtac ที่นำซิมเบอร์สวยในราคาที่เป็นเจ้าของได้มาให้ผู้ใช้งานได้เลือกเป็นเจ้าของ เบอร์สวยๆกัน รวมถึงอุปกรณ์ 3G ราคาพิเศษภายในงาน
gear-up-to-4g-it24hrs-pic-07
ทางด้าน AIS ก็มีพริ๊ตตี้และพนักงานจาก AIS3G มาให้คำแนะนำเกี่ยวกับแพคเกจสมาร์ทโฟน 3G ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของคุณ
ส่วน Thai Samsung Mobile ก็มาพร้อมกับสมาร์ทโฟนรุ่นท็อป อย่าง Samsung Galaxy Note 3 มาพร้อมกับนาฬิกา Smart Watch ที่สามารถโทรได้ ถ่ายรูปได้ด้วย อย่าง Galaxy ที่ให้คุณได้สัมผัสลองความไฮเทคอย่างใกล้ชิด และใครที่ใช้ Samsung Galaxy S4 อยู่ ได้ไปเลย เคส  Samsung Galaxy S4 แบบ Limited Edition ออกแบบโดยศิลปินชื่อดัง นอกจากนี้ยังสามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับเคล็ดลับการใช้งาน Samsung Galaxy ได้ด้วย
แต่ ยังไม่หมด AIS จับมือกับ Samsung ในการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอ่านหนังสือเพื่อคนตาบอดด้วยการผลิตแอพ Read For The Blind ให้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต สามารถช่วยอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟังได้ทุกที่ทุกเวลา สามารถใช้ได้บนมือถือทุกเครือข่ายด้วย เป็นการช่วยเหลือสังคมที่ง่าย และได้บุญด้วย
ปิด ท้ายด้วย truemove H มีหนังสือมาแจกให้กับผู้เข้าชมงานเปิดโลกไอทีครั้งที่ 2 ด้วย ในชื่อ GIVING การให้คือการสื่อสารที่ดีที่สุด รวมเรื่องราวเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของคนทุกอาขีพ ที่ต้องใช้งาน สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ช่วยเหลือสังคม และคุณภาพชีวิตคนไทย นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังให้ความรู้เกี่ยวกับ สถานที่ท่องเที่ยว  เทคโนโลยี 4G LTE   Gadget ใหม่ๆ และแอพพลิเคชั่นเด็ดๆด้วย
คราวนี้มาถึงในส่วนสัมมนาบนเวที โดยเฉพาะวันอาทิตย์ มีการแสดงเต้นบนเวทีสไตล์เกาหลี  cover dance และมินิคอนเสิร์ตด้วย
และยังมีวิทยากรพิเศษ อีกหนึ่งท่าน ที่มาร่วมวงเสวนากับวิทยากรบนเวที สดๆจากภูเก็ต ผ่านระบบ 3G ด้วยโปรแกรม Google+ Hangouts ซึ่งก็คือเจ้าพ่อ e-commerce อย่างคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมพานิชย์อิเลคทรอนิกส์ไทย โดยวิทยากรทั้งหมดบนเวทีและพิธีกร สามารถร่วมพูดคุยเสวนากับคุณภาวุธได้พร้อมๆกันพร้อมๆกับการถ่ายทอดสดไปด้วย โดยคุณภาวุธ ได้ร่วมแนะนำถึงการทำงานและการใช้ชีวิตในยุคโมบายให้เกิดประโยชน์สูงสุด720911560154
ยังไม่พอ ยังมีศิลปินมาร่วมเป็นแขกรับเชิญด้วย  คือ  ซอ จี ยอน นักร้องและนักแสดงไทยเชื้อสายเกาหลี
และ นัททิว (ณัฎฐ์ ทิวไผ่งาม)  นักร้องไทยที่ได้ออกอัลบัมเพลงในเกาหลี
และหลังจบสัมมนาแต่ละหัวข้อ ก็มีการหาผู้โชคดีมาตอบคำถามและเล่นเกมลุ้นตั๋วเดินทางไปทริปทัศนศึกษาที่ ประเทศเกาหลีใต้ด้วย ตลอด 2 วัน มีผู้ได้ร่วมไปเกาหลีกับเรา 10 ท่านด้วยกัน! แต่สำหรับท่านที่พลาดรางวัลไปในงาน หรือท่านที่ไม่สามารถไปร่วมงานได้ ยังไปร่วมลุ้นรางวัลไปเกาหลีกับเรา รางวัลสุดท้าย 1 รางวัล 2 ที่นั่งกันต่อที่ facebook page it24hrs (คลิ๊กเพื่อไปยังหน้ากิจกรรม)
DSC_0340
720920668873
และทั้งหมดนี้คือบรรยากาศภายในงานเปิดโลกไอทีพลิกสู่ชีวิตที่ดีกว่า โดย ไอที24ชั่วโมง ครอบครัวข่าว3 สำนักงาน กสทช. AIS , dtac , Truemove H , Samsung ขอบคุณทุกท่านที่มาชมงานในครั้งนี้ค่ะ แต่กิจกรรมนี้ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เรายังจะพาผู้เข้าฟังสัมมนาที่โชคดี ไปร่วมเรียนรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์กับเราที่เกาหลีใต้ 5 วัน เพื่อไปศึกษาดูงานกันว่า เกาหลีใต้ พัฒนาได้ด้วยเทคโนโลยี และวิถีชีวิต แนวคิดอย่างไร เพื่อนำกลับมาพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศไทยของเราต่อไป! รอติดตามได้ทางรายการ ไอที24 ชั่วโมง ธันวาคมนี้
สนับสนุนเนื้อหา: www.it24hrs.com