วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เบื่อจุงเบย... ดู Youtube แล้วกระตุก... เปลี่ยนวิธีดีกว่า

เบื่อจุงเบย... ดู Youtube แล้วกระตุก... เปลี่ยนวิธีดีกว่า

สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน ทิปในครั้งนี้ก็จะเอาใจคนที่เครื่องช้า (แบบมากๆ เลยก็ว่าได้) หรือไม่ชอบการดูคลิปกระตุกบน Youtube ผมก็เป็นนะดูคลิปวีดีโอแล้วมันกระตุกมาก เพราะเครื่องผมมันคงช้าด้วย ทำให้ไม่สบอารมณ์ในการดูคลิปบน Youtube
height=298
มันก็เลยเป็นที่มาของทิปในครั้งนี้ จริงๆแล้วถ้าใครที่ชอบค้น (หรือที่เรียกว่าซนนั้นละ) ไปกดนู่นกดนี้บนเว็บของ Youtubeละก็จะเจอหน้าต่างหนึ่งที่เกี่ยวกับการทดสอบเครื่องมือใหม่ของ Youtube มันเป็นเครื่องมือที่ทำให้ Youtube โหลดหน้าเว็บเร็วขึ้นและใช้เทคโนโลยี HTML5 งั้นไปดูขั้นตอนกันดีกว่า
ขั้นตอนแรกต้องเข้าไปที่ .com/testtube แล้วหาคำว่า “รุ่นพิเศษ (Feather)” แล้วก็กดคำว่า “ลองใช้ (Try it out)” ก็จะขึ้นหน้ารายละเอียดของฟังก์ชันตัวนี้ ให้ไปกดปุ่มที่มีคำว่า “เข้าร่วมการใช้งาน รุ่นพิเศษ เบต้า (Join the Feather Beta)” แล้วเครื่องหมายสามเหลี่ยมสีส้มๆ จะกลายเป็น ถูกสีเขียว
ขั้นตอนต่อไป (อันนี้ใครจะทำหรือไม่ทำก็ได้แล้วแต่เลย) จะเป็นการเปลี่ยนประเภทการเล่นจากเดิมที่ Youtube นั้นเล่นวีดีโอด้วย Flash Player เปลี่ยนมาเป็น HTML5 (ถ้าจำไม่ผิดพี่มิ้งค์เคยเอาเทคโนโลยี HTML5 มาลงแล้วแต่จำไม่ได้ว่าฉบับไหนลองตามอ่านดูนะ แล้วจะรู้ว่ามัน “มีดียังไง”)  ทำให้การเล่นวีดีโอนั้นเร็วขึ้นและไม่มีการใช้งาน Flash Player (ที่เป็นสาเหตุให้กระตุก) งั้นไปดูวีธีกัน
เข้าไปที่เว็บเดิม (ที่บอกตอนต้น) แล้วหาคำว่า HTML5 Video แล้วก็กดคำว่า “ลองใช้ (Try it out)” ก็ จะขึ้นหน้ารายละเอียดเหมือนเดิม แต่ต้องเช็คก่อนว่าบราวเซอร์เรารับหรือไม่ โดยทางเว็บได้บอกเรียบร้อย (เค้าจะเช็คให้ในทันที) ถ้าเป็นช่องสีเขียว 3 ช่องก็ผ่านทีนี้ก็กดคำว่า “เข้าร่วมการทดลองใช้ HTML5 (Join the HTML5 Trial)” ทีนี้ก็ไปดูวีดีโอได้เลย
ถ้าเข้าวีดีอันไหนก็ตามแล้วเป็นสีเทาๆ และมีกรอบฟ้าข้างๆ กล่องวีดีโอและไม่เห็นรายชื่อวีดีโอที่อยู่ข้างๆ อย่าตกใจ นั้นเป็นผลมาจากที่เราเปลี่ยนโหมดเป็นรุ่นพิเศษ ส่วน HTML5 จะเห็นผลได้ชัดสุดคือวีดีโอที่เราเล่น แต่!!!! จากที่ผมทดสอบHTML5 (เฉพาะเครื่องผมเท่านั้น) พบว่ายังอาจจะยังไม่สมบูรณ์เพราะวิดีโอกับเสียงยังไม่ตรงกันแต่ก็พอดูได้ อยู่ อันนี้ผมไม่แน่ใจนะว่าเครื่องอื่นจะเป็นแบบผมไหม แต่ก็อยากให้ทดสอบกันดูครับ จบ แล้วไปอีกทิปจริงๆ ไม่ค่อยมีเวลาเขียนเท่าไหร่เพราะตั้งแต่เปิดเรียนมาก็ยุ่งตลอดเลยแต่ ณ วันที่เขียนพอดีที่โรงเรียนมีสอบของ ม.ต้น ม.ปลายเลยหยุด (ยกเว้น ม.6 นะ) อ่านหนังสือนิดหน่อย (ไม่ได้เก่งนะขี้เกียจอ่านเยอะ ขนาดย่อแล้วยังเยอะอยู่เลย -.-‘’) สำหรับคนทีกำลังเรียนอยู่ก็พยายามเข้านะ เป็นกำลังใจช่วยให้ ^_^ แล้วมาพบกันในทิปหน้าที่ COMTODAY สวัสดีครับ

สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

นาทีสุดท้าย…สาเหตุที่ GALAXY NOTE 3 โดนตัดลูกเล่นการอ่านลายนิ้วมือ

นาทีสุดท้าย…สาเหตุที่ GALAXY NOTE 3 โดนตัดลูกเล่นการอ่านลายนิ้วมือ

นาทีสุดท้าย...
ข่าวลือที่บอกว่า Samsung Galaxy Note 3 นั้นจะมีระบบฮาร์ดแวร์ตรวจจับและอ่านลายนิ้วมือนั้น ต้องบอกว่าเป็นความจริงและก็เคยมีการยืนยันด้วยชุดแพคเกจซอฟท์แวร์ไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่ความไม่พร้อมสมบูรณ์บางอย่างนั้นทำให้ฟังก์ชั่นดังกล่าวนี้ไม่สามารถนำมาใช้ในเครื่อง Galaxy Note 3 ได้ในแบบที่ถูกตัดออกในนาทีสุดท้าย
จากการรายงานของ ETNews สำนักข่าวในประเทศเกาหลีใต้ระบุว่านอกจากปัญหาในเรื่องของชิ้นส่วนที่ไม่สามารถผลิตได้ในปริมาณที่น่าพอใจและเพียงพอกับความต้องการแล้ว ทาง Samsung ก็ยังมีปัญหาในด้านความสมบูรณ์ของซอฟท์แวร์อีกด้วย แต่อย่างไรก็ดีมีการคาดการณ์ว่ากำหนดการความพร้อมนั้นจะถูกเลื่อนออกไปเพียงเล็กน้อยอยู่ในช่วงเดือนธันวาคมปลายปีนี้ หรือต้นปี 2014 ข้างหน้าเท่านั้น
แบบนี้แปลได้ว่าเครื่องในปี 2014 จะมีใช้แน่นอนใช่ม้าาา?
ที่มา: phonerena

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

10 ขั้นตอนการเลือกซื้อ iPhone มือสอง (ทุกรุ่น)

10 ขั้นตอนการเลือกซื้อ iPhone มือสอง (ทุกรุ่น)

เมื่อยุคเปลี่ยน การเวลาเปลี่ยน สินค้า IT รุ่นใหม่นำออกมาเปิดตัว ทำให้หลายๆคนคิดอยากจะขายเครื่องเก่าของตัวเองให้กับคนอื่น และ คนอื่นที่ว่าก็ยังคงเลือกซื้อเครื่องมือสองไม่เป็น และไม่เข้าใจถึงการรับประกันของ iPhone รวมทั้งการดูเครื่อง Lock , unlock ว่าดูยังไง

วันนี้ผมจะมาสอนทุกท่านให้ได้ทราบถึงการดูเครื่องมือสองอย่างไรให้เราได้เครื่องใช้แบบสบายใจครับ
อันดับแรกเราจะต้องดูตำหนิบนตัวเครื่องก่อนนะครับ ถ้าiPhone ยังอยู่ในประกัน แต่ถ้ามีรอยแตก หรือ บุบเข้าไป จะถือว่าหมดประกันศูนย์ทันทีครับ ดังนั้นเช็คดูรอบๆก่อนจะตัดสินใจจ่ายเงินด้วยนะครับ เพราะถ้ายังอยู่ในประกัน และหากมีปัญหาต้องส่งเข้าศูนย์ ศูนย์จะคิดเงินเป็นค่าเซฮร์วิสทันทีครับ (หากไม่มีรอยตกหรือบุบ ก็ไม่มีปัญหาครับ)
อันดับที่สอง ลองทำการทดสอบช่องหูฟังเช่น เสียบหูฟังลองฟัง ลองพูดใส่สมอร์ทอร์กดูก่อนนะครับว่าติดและพูดคุยสื่อสารกันได้รู้เรื่องเป็นอันโอเค และ ลองทำการถอดออก พูดคุยกันปกติดูว่าเสียงไม่ขาดไม่หาย และ เขาได้ยินเสียงทางฝั้งเรารู้เรื่องเป็นอันยุติครับ
อันดับที่สาม เราต้องทำการทดสอบลำโพงครับ โดยการเปิดเพลง หรือ ลองโทรเข้า เพื่อเช็คว่าระดับเสียงดังไม่มีปัญหา หรือ แตก และตำแหน่งต่อไปที่จะต้องเช็คคือ ตำแหน่งของช่องเสียบสาย USB ลองทำการเสียบสายดูว่าสายสามารถดันได้สุดหรือไม่ และ โยกมั้ย และจะให้ดี ทดสอบการชาร์ตไปด้วยครับ และที่สำคัญให้สังเกตุที่หัวน็อตดีๆด้วยนะครับ
อันดับที่สี่ เราต้องทำการทดสอบปุ่ม Home ให้เราลองกดปุ่ม Home ดูการตอบสนองของเครื่องว่าหน้าจอติด หรือ ออกจาก App ได้ไม่ต้องออกแรงกดมากนัก หรือ กด 2 ครั้งซ้อนดูว่า Multitask ติดขึ้นมาจากด้านล่างจอหรือไม่ หรือจะลองกดค้าง เพื่อดูว่าการสั้งงานเสียงติดปกติมั้ย หากไม่มีอะไรติดขัด และไม่ต้องออกแรง ถือว่าผ่านครับ
อันดับที่ห้า เราต้องทำการตรวจสอบกล้องหน้า (หากมี) ให้เราทำการลองทดสอบการถ่ายรูป และ บริเวณที่หู ให้เราทำการกดโทรออกและลองทำการสนธณาดูว่าเสียงฟังชัด ไม่ขาดหาย เป็นอันใช้ได้ และในระหว่างโทร ให้เราทำการเช็คเซ็นเซอร์หน้าจอด้วย หากแนบไปที่หูแล้วจอดับ แสดงว่าเซ็นเซอร์ปกติครับ ถือว่าผ่านหมด
อันดับที่หก เราต้องทำการเช็คปุ่มต่างๆและสวิตซ์ต่างๆบนตัวเครื่อง หากเครื่องใช้มานานแล้ว สวิคซ์ต่างๆ มักจะมีการหลวมบาง แต่กดได้ปกติ ต้องกดติดทุกปุ่ม ไม่ว่าปิดเปิด , ลดเพิ่มเสียง , สับสั่นเสียง , ต้องทำงานปกติทั้งหมด หากปุ่มใดปุ่มหนึ่งกดติดยาก ให้ผ่านได้เลยครับ
อันดับที่เจ็ด เราต้องทำการลองทดสอบโดยการใส่ซิมการ์ด ดูว่าเครื่องมีการรับสัญญาณปกติหรือไม่ ให้ลองทำการถอดซิมเข้า และดูสัญญาณ และ ถอดออกดูสัญญาณว่ามีการค้างหรือไม่ และเช็คหน้าจอไปด้วยในตอนเดียวกัน จะต้องไม่มีเดสไบร์ (จุดที่ไม่แสดงผลบนหน้าจอ) หรือ ต้องไม่มีไบร์ (จุดที่สว่างจุดเดียวบนหน้าจอ) และระดับแสงสว่างจะต้องติดเสมอกันทั้งหมด ไม่มีจุดเลือนลางบนหน้าจอ
อันดับที่แปด ทำการเช็คกล้องหลังว่ามีการจับภาพได้ปกติหรือไม่ และ ถ้าหาก iPhone รุ่นที่ต้องการมีไฟแฟรชต้องทำการเปิดและเช็คว่าติดปกติ และถ่ายติดปกติหรือไม่ หากติดทั้งหมดและการจับภาพ , VDO ไม่มีปัญหาก็ถือว่าผ่านได้เลยครับ
อันดับที่เก้า ลองทำการค้าหาสัญญาณ WIFI ว่ามีการใช้งาน WIFI และ Bluetoolh ได้ปกติหรือไม่ และให้ลองเข้าไปปรับความสว่างสุดของหน้าจอ เพื่อหาเดสและไบร์บนหน้าจอด้วย รวมถึงเช็คการใช้งาน 3G,EDEG ด้วยเช่นกัน หากติดปกติทั้งหมด ถือว่าผ่านครับ
อันดับที่สิบ ให้ลองดูที่ Setting > General > About > เช็คตรง Model ว่าเป็นเครื่องศูนย์ไทยหรือไม่ ถ้ามีคำว่า MXXXX ลงท้ายด้วย TH นั้นหมายถึงเครื่องศูนย์ไทยและเป็นเครื่อง Unlock เราสามารถใช้งานซิมการ์ดได้ทุกระบบครับ และจะมีช่อง Serial Number หากเรามีโทรศัพท์หรือคอมที่เราต่อเน็ตได้ ให้ทำการเช็คประกันที่คงเหลือด้วยเผื่อมีปัญหาในอนาคตจะได้ส่งเข้าศูนย์เองได้
เท่านี้สิบขั้นตอนที่ทำให้เราได้ตรวจสอบ iPhone มือสองที่เราจะซื้อได้ ทำให้เราตัดสินใจได้เองว่า เราควรจะซื้อ หรือ ไม่ซื้อถ้าตรวจสอบครบทั้งหมดทุกขั้นตอนแล้ว เพราะ iPhone หากเสียขึ้นมาจะซ่อมกันแพงมากตามร้านทั่วไป ดังนั้นตาดีได้ตาร้ายเสียนะครับ
บทส่งท้าย
- เว็ปสำหรับเช็คประกัน iPhone , iPad >> กดที่นี้เพื่อไปตรวจสอบประกัน Apple
- หากเครื่องตกน้ำมา iPhone จะหมดประกันทันที
- หากเครื่องมีการแกะมาก่อน จะหมดประกันทันที
- หากเครื่องเคยทำการเคลมมาก่อน Model เครื่องจะเปลี่ยนไปจาก TH เป็น LL , ZP ตามแต่ศูนย์บริการกำหนดครับ
- เครื่อง Unlock คือเครื่องที่ใส่ซิมได้ทุกประเทศใช้งานได้เลย จะมีตัวย่อที่ Model ดังนี้
1.Belgium (NF)
2.Czech Republic (CZ)
3.Greece (GR)
4.Hongkong (ZP)
5.Italy (T)
6.Luxembourg (NF,FB)
7.Macau (ZP)
8.Malaysia (ZA)
9.NewZealand (X) ( มีทั้งเครื่อง Lock และ Unlock )
10.Russia (RS)
11.Saudi Arabia (AB)
12.Singapore (ZA)
13.Slovakia เฉพาะ orange (SL)
14.South Africa (SO)
15.Taiwan (TA)
16.Thailand (TH)
17.Turkey เฉพาะ TurkCell (TU)
**หมายเหตุ** เครื่อง LL บางประเทศอย่าง US ก็มี Unlock ครับเช็คก่อนนะครับด้วยการใส่ซิม
สนับสนุนเนื้อหา: Dr.Bia
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ประวัติศาสตร์เบื้องหลังการพัฒนา iPhone รุ่นแรก เต็มไปด้วยความเครียดและความลับ

ประวัติศาสตร์เบื้องหลังการพัฒนา iPhone รุ่นแรก เต็มไปด้วยความเครียดและความลับ

หนังสือพิมพ์ The New York Times มีสกู๊ปพิเศษเบื้องหลังการพัฒนาและเปิดตัว iPhone รุ่นแรกเมื่อปี 2007 ว่าทีมงานของแอปเปิลต้องผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะออกมาเป็นสินค้าพลิกโฉมวงการ มือถือได้สำเร็จ
height=416
  • New York Times สัมภาษณ์ Andy Grignon วิศวกรด้านเครือข่ายไร้สายของแอปเปิลที่เป็นคนดูแลเรื่องการเชื่อมต่อไร้สาย ทั้งหมดของ iPhone โดยพื้นเพของเขามาจากการแฮ็กเครื่อง Apple Newton ในอดีตเพื่อให้ต่อเครือข่ายไร้สายได้ ผลงานของเขาและเพื่อนทำให้เขาได้ทำงานกับแอปเปิลในส่วนของห้องแล็บ Advanced Technology Group
  • ในปี 2000 Grignon ออกไปเปิดบริษัท Pixo ร่วมกับพนักงานของแอปเปิลคนอื่นๆ ทำระบบปฏิบัติการสำหรับมือถือและอุปกรณ์ขนาดเล็ก ระบบปฏิบัติการตัวนี้ถูกใช้กับ iPod รุ่นแรก ทำให้ Grignon ได้กลับมาทำงานที่แอปเปิลอีกครั้ง
  • พนักงานของแอปเปิลคุ้นเคยกับการสร้างซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์ที่มีพลัง ประมวลผลสูง ไม่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ พอต้องมาทำซอฟต์แวร์สำหรับอุปกรณ์พกพาจึงมีปัญหามากในช่วงแรก
  • ประสบการณ์ของ Grignon จึงมีประโยชน์กับแอปเปิลมากเมื่อโครงการ iPhone เริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2004

การพัฒนา iPhone

  • แอปเปิลดึงทีมซูเปอร์สตาร์ภายในบริษัทมาสร้าง iPhone ซึ่งทุกคนมั่นใจว่าตัวเองเก่ง แต่เมื่อมาเจอข้อจำกัดและอุปสรรคมากมาย คนจำนวนมากเครียดและลาออกจากบริษัทไประหว่างโครงการหรือหลังจากโครงการเสร็จ สิ้น
  • Tony Fadell ผู้บริหารทีม iPod (ปัจจุบันลาออกไปทำบริษัท NEST) เล่าว่าเขาคุ้นเคยกับโครงการที่มีความไม่แน่นอนสูง แต่โครงการ iPhone มีปัจจัยที่ไม่แน่นอนเยอะมากเป็นพิเศษ
  • จ็อบส์เริ่มคิดจะสร้างโทรศัพท์หลังจากเปิดตัว iPod ในปี 2001 ไม่นานนัก แต่เมื่อลองพัฒนาโครงการตามไอเดียก็เจอกับข้อจำกัดทั้งด้านฮาร์ดแวร์ และขีดจำกัดของเครือข่ายโทรศัพท์
  • แอปเปิลเคยคิดจะซื้อโมโตโรลาในปี 2004 แต่พบว่าเป็นการซื้อกิจการที่ใหญ่เกินไปสำหรับตัวเอง
  • ตอนแรกแอปเปิลมีปัญหาเรื่องการเจรจากับโอเปอเรเตอร์ที่มีอำนาจต่อรองสูง แต่โชคดีที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในสหรัฐเริ่มเปลี่ยนไป แอปเปิลเคยคิดจะเป็น MVNO ของ Sprint แต่สุดท้ายเจรจากับ Cingular (AT&T ในปัจจุบัน) ได้สำเร็จ ก็เลยยกเลิกแผนนี้ไป
  • ระหว่างปี 2005-2006 แอปเปิลสร้าง iPhone รุ่นต้นแบบออกมา 3 แบบ โดยรุ่นต้นแบบตัวแรกเป็น iPod ที่แปะบอร์ดสื่อสารและใช้ click wheel ของ iPod เป็นแป้นโทรศัพท์ กว่าจะมีจอสัมผัสและ OS X ต้องรอถึงต้นแบบรุ่นที่สองในปี 2006
  • iPhone รุ่นต้นแบบตัวที่สองมีหน้าตาคล้ายกับผลิตภัณฑ์ที่วางขายจริง ใช้วัสดุเป็นโลหะโดยการออกแบบของ Ive แต่กลับมีปัญหาเรื่องภาครับสัญญาณ เพราะทีมดีไซเนอร์ไม่เข้าใจการทำงานของการสื่อสารด้วยคลื่นความถี่ และทีมวิศวกรต้องเสียเวลาอธิบายกันอยู่นาน
  • เทคโนโลยีจอสัมผัสแบบ capacitive ถูกคิดขึ้นตั้งแต่ยุค 1960 แต่มันไม่เคยถูกใช้ในสินค้าคอนซูเมอร์เพราะราคาแพงมาก แค่นำมาใช้กับรุ่นต้นแบบก็แพงแล้ว
  • แอปเปิลเริ่มใส่เทคโนโลยีมัลติทัชเข้ามาในแท็บเล็ตได้สำเร็จในปี 2003 เนื่องจากสตีฟ จ็อบส์ ต้องการอุปกรณ์ที่เขาใช้อ่านในห้องน้ำ แต่การพัฒนาหยุดไปในช่วงปี 2004 เพราะทิศทางของบริษัทยังไม่ชัดเจน จนทีมงานบางคนลาออกจากบริษัทไป
  • Tony Fadell เล่าว่าเขานึกภาพออกว่าจะใส่เทคโนโลยีด้านจอเข้ามาในอุปกรณ์ต้นแบบได้อย่าง ไร แต่ปัญหาคือจะผลิตมันในจำนวนมากๆ ได้อย่างไรเพราะต้องทำงานร่วมกับโรงงานผลิตจอด้วย ซึ่งแอปเปิลลองผิดลองถูกอยู่ 2-3 วิธีกว่าจะประสบความสำเร็จ
  • แอปเปิลไม่มีประสบการณ์ด้านเครือข่ายไร้สายมาก่อน ต้องลองผิดลองถูกสร้างห้องแล็บขึ้นมาเองอยู่นาน ผู้บริหารรายหนึ่งเคยคำนวณว่าแอปเปิลลงทุนมากถึง 150 ล้านดอลลาร์ในการสร้าง iPhone ตัวแรก
  • Jon Rubinstein อดีตผู้บริหารฝ่ายฮาร์ดแวร์ของแอปเปิล (ที่ย้ายไปอยู่ Palm) เสนอให้ทำ iPhone สองขนาดคือขนาดปกติ และขนาดเล็กราคาถูก แต่เมื่อทรัพยากรมีจำกัด ก็ต้องเลือกทำรุ่นปกติรุ่นเดียว

การรักษาความลับ

  • การพัฒนา iPhone เป็นความลับ ห้องทำงานต้องใช้บัตรผ่านถึงเข้าได้ และจ็อบส์สั่งห้ามจ้างพนักงานภายนอกบริษัทมาทำโครงการนี้ แอปเปิลจึงต้องใช้วิธีดึงคนจากทีมต่างๆ ภายในบริษัทเข้ามาทำงานแทน ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงการอื่นๆ ของแอปเปิลไม่น้อย
  • Scott Forstall เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเวลาเขาดึงคนมาทำซอฟต์แวร์ของ iPhone เขาก็จะบอกพนักงานว่ามีโครงการให้ทำ บอกไม่ได้ว่าคืออะไร แต่ถ้ามาทำแล้วจะสูญเสียเวลาว่างในตอนเย็นและสุดสัปดาห์ไปเลย และจะเป็นการทำงานที่หนักกว่างานทั้งหมดในชีวิตที่เคยทำมา
  • แอปเปิลปกปิดข้อมูลของ iPhone กับทุกคน ตอนที่สั่งชิปชิ้นส่วนจากผู้ผลิตก็บอกว่าจะเอามาใส่ iPod รุ่นใหม่, ลงทุนออกแบบแผนผังวงจรและตัวอย่างผลิตภัณฑ์ปลอม, บางครั้งเวลาเดินทางไปติดต่อบริษัทอื่น พนักงานของแอปเปิลเคยปลอมตัวว่าเป็นคนของ Cingular เพื่อไม่ให้คนสนใจว่าแอปเปิลกำลังทำอะไรอยู่
  • การจำกัดสิทธิให้พนักงานระดับท็อปที่เข้าถึงโครงการ iPhone ได้ ส่งผลต่อขวัญกำลังใจของพนักงานคนอื่นๆ ที่รู้สึกว่าไม่มีโอกาสรู้ข้อมูลของโครงการนี้ นอกจากนี้ พนักงานแต่ละฝ่ายในโครงการ iPhone เองก็ไม่สามารถคุยกันเองได้ ทีมงานซอฟต์แวร์ทดสอบบนอีมูเลเตอร์ ทีมงานฮาร์ดแวร์ทดสอบกับซอฟต์แวร์ปลอมๆ
  • มีเรื่องเล่ากันในแอปเปิลว่าถ้าลองเอาบัตรพนักงานไปแตะประตูเข้าห้อง พัฒนา iPhone นอกจากจะเข้าไม่ได้แล้ว ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่จะเรียกยามมาลากตัวคุณออกไปด้วย (ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือไม่)

การเปิดตัว iPhone

  • ตอนที่สตีฟ จ็อบส์ เปิดตัว iPhone ในเดือนมกราคม 2007 ตอนนั้นตัว iPhone ยังไม่สมบูรณ์มากๆ ทั้งเสถียรภาพของระบบปฏิบัติการที่รันงานได้ไม่เยอะแล้วจะรีบูตเพราะหน่วย ความจำเต็ม เล่นวิดีโอได้ไม่เต็มความยาวคลิปเพราะแบตจะหมดก่อน และมีปัญหาการเชื่อมต่อกับสัญญาณเครือข่าย แต่จ็อบส์ก็ยืนยันว่าจะเดโมฟีเจอร์ทั้งหมดแบบสดๆ ไม่บันทึกเทปไว้ก่อน (นาน 90 นาที!) ซึ่งรวมถึงการโทรออกไปสั่งกาแฟ ซึ่งก็ต้องเชื่อมเครือข่ายจริงๆ ด้วย
  • ทีมงานของแอปเปิลจึงต้องเตรียมพร้อมทุกอย่างเพื่อไม่ให้เดโมเจ๊งกลางงาน เช่น มี iPhone หลายเครื่องเตรียมไว้เดโมฟีเจอร์เครื่องละ 2-3 อย่างเท่านั้น, มีลำดับการพรีเซนต์ฟีเจอร์ต่างๆ ที่รู้ล่วงหน้าว่าจะไม่แครช
  • ทีมงานแก้ปัญหาเรื่อง Wi-Fi ที่อาจมีปัญหาในงาน โดยเปลี่ยนความถี่ของเราเตอร์ Wi-Fi และตัว iPhone เองเป็นความถี่พิเศษของญี่ปุ่น เพื่อไม่ให้ชนกับอุปกรณ์ Wi-Fi ที่ใช้ความถี่มาตรฐานของนักข่าวทั้งหลาย
  • AT&T ตั้งสถานีฐาน (cell site) ขนาดเล็กไว้ในงานเพื่อการันตีว่าจะโทรออกได้ และทีมงานใช้วิธี hard code แถบสัญญาณของ iPhone ให้เต็ม 5 ขีดตลอดเวลา โดยไม่ขึ้นกับคุณภาพสัญญาณจริง เพราะกลัวสัญญาณร่วงระหว่างเดโม
  • จ็อบส์ฝึกซ้อมเดโมตลอด 5 วันก่อนงาน ช่วงเตรียมพร้อมมีแต่ปัญหามากมาย โดย Andy Grignon วิศวกรด้านเครือข่ายไร้สายของแอปเปิลเล่าว่าตอนแรกก็รู้สึกพิเศษที่ได้สิทธิ ไปดูจ็อบส์ซ้อม แต่หลังจากนั้นมีแต่ความเครียด เพราะถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นตอนเดโม จ็อบส์จะไม่โทษว่าเป็นความผิดของตัวเองแน่นอน
  • เพื่อรักษาความลับของ iPhone แอปเปิลทุ่มทุนจองพื้นที่ทั้งหมดของศูนย์ประชุม Moscone Center, สร้างห้องปิดสำหรับทดสอบระบบอิเล็กทรอนิกส์, ห้องพักของจ็อบส์, มียามเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง, จ็อบส์เป็นคนตรวจสอบรายชื่อเจ้าหน้าที่ที่สามารถเข้ามาในศูนย์ได้ด้วยตัว เอง, คืนก่อนวันงาน เจ้าหน้าที่สัญญาจ้างทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนคุมไฟหรือคนเฝ้าบูตต้องนอนค้างภาย ในศูนย์ประชุมเพื่อป้องกันข่าวรั่ว
  • จ็อบส์ยืนยันว่าจะไม่ใช้วิธีถ่ายวิดีโอหน้าจอตอนที่เขากำลังสาธิต iPhone เพราะนิ้วมือของเขาจะบังหน้าจอ ทำให้ผู้ชมที่ดูภาพจากจอไม่ได้รู้สึกว่ากำลังถือ iPhone อยู่ด้วยตัวเอง ทีมงานของแอปเปิลจึงต้องใช้วิธีเพิ่มบอร์ดพิเศษแปะไว้ด้านหลัง iPhone และมีสายต่อไปออกโปรเจคเตอร์ภายนอก
  • ในระหว่างที่จ็อบส์เดโม ทีมงานวิศวกรที่รับผิดชอบในฝ่ายต่างๆ ก็นั่งลุ้นกันสุดตัวที่บริเวณที่นั่งแถวหน้าๆ โดยซื้อวิสกี้มาดื่มระงับความตื่นเต้น เมื่อจ็อบส์เดโมถึงฟีเจอร์ของฝ่ายใด ฝ่ายนั้นจะดื่มวิสกี้หนึ่งช็อต การเดโมออกมาราบรื่นอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อจบงาน ทีมงานดื่มวิสกี้ขวดนั้นกันจนหมด และออกไปดื่มต่อที่บาร์เหล้าในเมืองกันตลอดทั้งวัน
ที่มา - New York Times
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
บทความโดย: 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

10 วิธีใช้ประโยชน์จากหูฟัง iPhone ให้เต็มประสิทธิภาพ

10 วิธีใช้ประโยชน์จากหูฟัง iPhone ให้เต็มประสิทธิภาพ


class=alignnone
ผมเองเป็นหนึ่งคนที่ชอบฟังเพลงจาก iPhone เป็นประจำและก็คิดว่าหลายๆ คนก็จะเป็นแบบผมเช่นกัน  เท่าที่ใช้หูฟังของ iPhone มาส่วนใหญ่กดอยู่ไม่กี่แบบ เช่น กดเล่นเพลง หยุดเพลง เปลี่ยนเพลง อะไรทำนองนี้ แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าหูฟัง iPhone ตัวนี้มันทำอะไรได้เยอะกว่าเพิ่มเสียงหรือว่าลดเสียงเท่านั้น  มันมีกว่า 10 เทคนิคที่ซ่อนเอาไว้ในสายขาวเส้นนี้มาดูกัน

เทคนิคการใช้งานหูฟัง iPhone ที่ควรทราบ

  1. กดตรงกลาง 1 ครั้ง เพื่อเล่นหรือหยุดเพลง
  2. กดตรงกลาง 2 ครั้งโดยครั้งที่ 2 นั้นให้กดค้าง เพื่อเลื่อนเพลงไปข้างหน้าให้เร็วขึ้น (Fast-Forward)
  3. กดตรงกลาง 3 ครั้งโดยครั้งที่ 3 ให้กดค้าง เพื่อเล่นเพลงแบบย้อนกลับ (Rewind)
  4. กดตรงกลาง 2 ครั้ง เพื่อเล่นเพลงถัดไป
  5. กดตรงกลาง 3 ครั้ง เพื่อย้อนกลับไปเล่นเพลงก่อนหน้า
  6. หากมีสายเข้า ให้กดตรงกลาง 1 ครั้ง เพื่อรับสาย หลังจากคุยเสร็จแล้วก็กดตรงกลางอีกครั้งเพื่อวางสาย
  7. หากมีสายเข้าและอยากตัดสาย ทำได้โดย กดปุ่มกลางค้างเอาไว้จนกว่าจะได้ยินเสียงบีบๆ 2 ครั้ง
  8. หากกำลังคุยสายอยู่แล้วมีสายซ้อนเข้ามา กดปุ่มกลาง 1 ครั้งเพื่อรับสายใหม่ หากจะวางสายซ้อนก็ให้กดปุ่มกลางค้างไว้ 2 วินาที
  9. สั่งถ่ายรูปง่ายๆ โดยการกดปุ่มเพิ่มเสียง 1 ครั้ง (อย่าลืมเปิดกล้องขึ้นมาก่อน) สำหรับการถ่ายวีดีโอก็เช่นกันและต้องการหยุดการถ่ายวีดีโอก็กดที่ปุ่มเพิ่มเสียงอีกครั้ง
  10. iPhone 4S กดตรงกลางค้างเพื่อเรียก Siri, ส่วน iPhone 4 กดตรงกลางครั้งเพื่อเรียก Voice Control ขึ้นมา
นี่เป็นเทคนิคดีๆ ที่นำมาฝากกัน ว่างๆ ก็ลองหยิบสายหูฟังมาลองใช้และลองสั่งการดูนะครับ อย่างน้อยมันก็จะคุ้มค่ากับราคา 1000 กว่าบาทสำหรับค่าตัวของมัน
ขอบคุณ CNET

2 ปีแห่งการจากไปของ “สตีฟ จ็อปส์“ กับเส้นทางที่เปลี่ยนไปของ Apple

2 ปีแห่งการจากไปของ สตีฟ จ็อปส์ กับเส้นทางที่เปลี่ยนไปของ Apple

วันที่ 5 ตุลาคม ตามเวลาในสหรัฐอเมริกาจะเป็นวันครบรอบ 2 ปีของการจากไป สตีฟ จ็อปส์ อดีตซีอีโอของบริษัท Apple บุรุษที่ทั่วโลกให้การยกย่องว่าเป็นผู้เปลี่ยนโลกอย่างแท้จริง มาถึงวันนี้ Apple ยังคงเป็นบริษัทอันดับ 1 ที่มีชื่อเสียงทางด้านการผลิตฮาร์ดแวร์ เช่น iPhone, iPad, iPod รวมไปถึงคอมพิวเตอร์พกพาอย่าง Macbook และผู้กุมบังเหียนหรือซีอีโอคนปัจจุบันเราก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว เขาคนนั้นคือ ทิม คุก
2 ปีแห่งการจากไปของ สตีฟ จ็อปส์ และการเข้ามารับงานซีอีโอของ ทิม คุก มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ Apple แสดงให้เห็นถึงสไตล์ในการบริหารงานที่ต่างไปจากยุคของจ็อปส์ แน่นอนว่าในความแตกต่างย่อมมีเสียงวิจารณ์ทั้งในแง่ดีและแง่ลบ ในแง่ดีคือการเติบโตอย่างต่อเนื่องในธุรกิจของ Apple ที่มี iPhone และ iPad เป็นตัวขับเคลื่อน แต่ในทางกลับกันนักลงทุน สื่อมวลชน ตลอดจนผู้บริโภคบางกลุ่มมองว่า Apple ในยุคของทิม คุก ล้มเหลวในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆและยังไม่มีทีท่าว่าจะปรากฎอุปกรณ์ ประเภทใหม่ๆในตลาด ซึ่งทำให้ราคาหุ้นและกำไรของ Apple ลดลง
height=306
ทิม คุก (คนซ้าย) ซีอีโอ Apple คนปัจจุบัน กับสตีฟ จ็อปส์ ผู้ล่วงลับ
อย่างไรก็ดีในมุมมองหนึ่งที่ว่า Apple ขาดการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ก็อาจจะไม่ถูกซะทีเดียวแต่สิ่งที่เกิดขึ้นใน ตอนนี้เป็นเพียงการชะลอตัวมากกว่า เนื่องจากเราอย่าลืมว่าสไตล์ในการทำงานของทิม คุก กับสตีฟ จ็อปส์ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Apple ในยุคของทิม คุก เปิดใจรับฟังเสียงรอบข้างมากขึ้นและยังมองภาพรวมของพฤติกรรมผู้บริโภคมาก ขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงการวิเคราะห์ความน่าจะเป็นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในตลาดในอนาคตอัน เป็นนโยบายของการบริหารธุรกิจระยะยาว
อีกหนึ่งจุดที่ Apple เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นคือการลุยตลาดนอกประเทศบ้านเกิดอย่างสหรัฐอเมริกา มากขึ้น ซึ่งในแถบเอเชียคือเป้าหมายสำคัญในการขยายตลาดของ Apple โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นแหล่งกระจายสินค้าใหญ่สำหรับ iPhone และ iPad จะเห็นได้จากเมื่อเร็วๆนี้ ที่มีการเปิดตัว iPhone 5cและ iPhone 5s ในจีนเช่นกันหลังการเปิดตัวในสหรัฐฯเพียง 1 วัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นในภาพรวมของ Apple ในยุคของทิม คุก ยังสามารถสานต่อความยิ่งใหญ่จากยุคของสตีฟ จ็อปส์ ได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งในแง่ของวิสัยทัศน์และความอัจฉริยะคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธฝีมือบวกกับมัน สมองของสตีฟ จ็อปส์ แต่สำหรับทิม คุก แล้วเรื่องวิสัยทัศน์และมุมมองทางด้านนวัตกรรมยังคงถูกตั้งคำถามอยู่เสมอ ส่วนในการบริหารงานนั้นต้องของยกย่องว่าเขาสามารถนำ Apple ให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องและสามารถสร้างรายได้เข้าบริษัทได้เพิ่มขึ้น เรื่อยๆ เช่นกัน จน Apple ถูกยกให้เป็นแบรนด์ที่ทรงคุณค่าที่สุดประจำปี 2013
สำหรับวันครบรอบ 2 ปีของการจากไปของสตีฟ จ็อปส์ ทางทิม คุก ก็ได้ส่งจดหมายถึงพนักงาน Apple ทุกคน เพื่อเป็นการยกย่องและรำลึกถึงคุณงามความดีที่สตีฟ จ็อปส์ ฝากผลงานที่ยิ่งใหญ่ไว้กับโลกใบนี้
height=350
สนับสนุนเนื้อหา: Arip
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

Samsung Galaxy Note 3 drop test มาแล้ว !

Samsung Galaxy Note 3 drop test มาแล้ว

[01-ตุลาคม-2556] ชม iPhone 5S (ไอโฟน 5s) vs iPhone 5C (ไอโฟน 5c) drop test กันไปแล้ว คราวนี้ มาชม สมาร์ทโฟนคู่แข่ง อย่าง Samsung Galaxy Note 3 drop test โดยทีมงาน androidauthority เจ้าเก่ากันบ้างครับ มาดูกันว่า Samsung Galaxy Note 3 หลังจากเพิ่ม หนังเทียม เข้ามาในด้านหลัง จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนทาน ให้กับตัวเครื่องบ้างหรือไม่
โดยผู้ทดสอบ ได้ทำการ drop test Samsung Galaxy Note 3 ความสูงระดับหน้าอก และได้ทำการปล่อยทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน ทั้งด้านหลัง ด้านข้าง และด้านหน้าตัวเครื่อง ซึ่งผลการทดสอบนั้น พบว่า ถึงแม้ตัวเครื่องจะมีรอยจากการตกกระแทก และด้านจอแตก แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้ดี รวมไปถึงปากกา S Pen อีกด้วย ชมคลิป Samsung Galaxy Note 3 drop test กันได้ ที่ท้ายข่าวครับ
รายละเอียดเพิ่มเติม : androidauthority.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com